วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2558

"ออนไลน์ ออนล้าน" สไตล์..ออร์กาเนลไลฟ์

ไฟล์เอกสารคลิ๊กที่นี่  >> http://organellelife.com/pdf/org%20online%20handbook.pdf





"ออนไลน์ ออนล้าน" สไตล์..ออร์กาเนลไลฟ์
ขั้นตอนเบื้องต้น
ขั้นตอนที่สมาชิกสามารถทำได้เลย(เพราะเรามีภาพ"ผลงานของสินค้า"ทั้งเก่าและใหม่กว่าหลายหมื่นภาพ รอท่านอยู่แล้ว)
1) ต้องมี สมาร์ทโฟน( ยี่ห้ออะไรก็ได้ ราคาย่อมเยา เลือกที่ใช้งานง่าย) เพราะเราต้องทำงานบนสมาร์ทโฟน ได้
2) สมัครเฟซบุ๊คส่วนตัว(กรณีคนที่ยังไม่มี) และคลิ๊กเพิ่มเพื่อนโดยสมัครเข้ากลุ่มต่างๆที่เป็นเป้าหมายทางการเกษตรและ กลุ่มเป้าหมายทางคนทำธุรกิจเครือข่ายขายตรงออนไลน์ (อาทิ กลุ่ม มันสำปะหลัง 30 ตัน กลุ่มเครือข่ายผู้ปลูกพริกและผักเศรษฐกิจ  กลุ่มเกษตรก้าวใหม่ New ฯลฯ หรือกลุ่มคนทำธุรกิจทางออนไลน์ อาทิ กลุ่มงานเสริม,งานออนไลน์ กลุ่มตลาดออนไลน์ โฆษณาฟรี โพสต์ฟรี  กลุ่มงานออนไลน์ ธุรกิจเครือข่ายมาแรง ฯลฯ) และดูชื่อคนที่มาโพสต์หรือคนที่มาแสดงความคิดเห็นบ่อยๆในแต่ละโพสต์ เลือกส่งคำขอเป็นเพื่อนกับเขาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
(โดย วิธีหากลุ่ม: ให้เข้าไปที่เฟซบุ๊คส่วนตัวของ PaccaponSriklai (www.facebook.com/paccapon.sriklai) แล้วไปดูที่"กลุ่ม" ว่ามีกลุ่มอะไรบ้างที่เราสนใจ และกลุ่มนั้นๆมีสมาชิกเยอะๆ)
3) สมัคร เฟซบุ๊ค แฟนเพจ" ( FacebookFanpage )
4) แต่งตั้ง PaccaponSriklaiเป็น Admin ร่วม (ผู้ดูแล) ในเบื้องต้น เพื่อช่วยเหลือในระยะแรกๆเท่านั้น (แต่ไม่บังคับ)
5) สร้างหน้า" เฟซบุ๊ค แฟนเพจ"( FacebookFanpage) ให้สมบูรณ์ที่สุด โดยเริ่มโพสต์ผลงานของสินค้าและกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งโพสต์ตัวสินค้า หรือบทความดีๆที่เป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับสินค้าลงไปได้ และบรรยายให้กินใจและได้ใจความแบบ โดนๆ เนื้อหา (Content) ต้องมีความแตกต่าง แบบไม่ใช่ ตั้งหน้าตั้งตาจะมาโฆษณาแต่สินค้า เพราะคนจะไม่รับ      ( ให้ทำ "โฆษณา เหมือนไม่ได้โฆษณา )
6) เชิญชวนเพื่อนของตัวเองในเฟซส่วนตัว ให้เขาเข้ามาคลิ๊ก "ถูกใจ"(Like) หน้า"แฟนเพจ"(Fanage) ของเราเพื่อเพิ่มยอดไลค์(Like)
7) โปรโมทเพจ(โฆษณาเพจ) กับเฟซบุ๊ค ในช่วงต้นๆ เพื่อให้คนรู้จักเพจเรามากขึ้น ให้เป็นเพจยอดนิยมเร็วขึ้น( โดยเฉลี่ยเท่าที่ทำมาจ่าย 500 บาท/วัน จำนวน 7 วัน เป็นเงินประมาณ 3,500 บาท จะมีคนมา Like (ถูกใจ) ประมาณ 3,500 คนหรือประมาณ Like(ถูกใจ) ละ 1 บาท)
8) ลงโพสต์เด็ดๆ โดนๆ  แล้วโฆษณาโพสต์ที่เด็ดๆ โดนๆ กับเฟซบุ๊คโดยเริ่มต้นที่อัตรา 500บาท/7วัน และเลือกกลุ่มเป้าหมายที่บ่งชัดด้วย(สถานที่,อาชีพ,พืช,อายุ ฯลฯ) ตัวอย่างเช่น เลือกกลุ่มเป้าหมาย เป็นผู้ปลูกมันสำปะหลัง อายุระหว่าง 20-60 ปี จากนั้นเฟซบุ๊คจะหากลุ่มเป้าหมายที่เข้าถึงเรามาให้เรา ประมาณ 12,500-25,000คน/7วัน/ 500 บาท เราก็รอดูจำนวนคนที่กด"ถูกใจ"(Like)หลายร้อยหรือหลายพันคน (ถ้าโพสต์ของเราโดนใจ) และในหลายร้อยหลายพันคนที่กด"ถูกใจ"เราเขาอาจเป็นลูกค้าหลายสิบคนที่สั่ง ซื้อสินค้าจากเราก็เป็นได้
9) พยายามโพสต์รูปภาพหรือกิจกรรมต่างๆเอง ในเพจของตัวเอง มากกว่าการแชร์(Share)
10) เทคนิคการโพสต์ เราต้องศึกษาเพิ่มเติมจากคู่มือที่บริษัทจัดไว้ให้หรือศึกษาตามหนังสืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องตามร้านหนังสือที่มีจำหน่าย
11) ต้องการดูตัวอย่างการโพสต์ ให้เข้าไปหาดูได้ในแหล่งต่างๆดังกล่าวนี้
      11.1) เฟซบุ๊ค" PaccaponSriklai "  (www.facebook.com/paccapon.sriklai)
     11.2) เพจ" บริษัทออร์กาเนลไลฟ์(ประเทศไทย) จำกัด (www.facebook.com/organellelife.org )
     11.3) เพจ "นวัตกรรมมันสำปะหลังไทย สู่มันสำปะหลังโลก " (www.facebook.com/Cassava30ton )
12) ถ้าอยากได้ภาพและข้อมูลอื่นๆ ที่มีประโยชน์ในแต่ละเรื่องของบริษัทให้เข้าไปหาได้ที่เพจ (Page)ต่างๆของทางบริษัท
      12.1) เพจ "ยาสูบเงินล้าน " (www.facebook.com/pages/ยาสูบเงินล้าน/431771140269455?ref=hl )
      12.2) เพจ" รับรักษายางตายนึ่ง ยางหน้าตาย " (www.facebook.com/PathwayEraser1 )
      12.3) เพจ" นวัตกรรมชีวเคมี-Biochemistry " (www.facebook.com/pages/นวัตกรรมชีวเคมี-Biochemistry-  
      12.4) เพจ "ศูนย์สุขภาพพืช " (www.facebook.com/PlantHealthCenter)            
      12.5) เพจ "แอคซอน-AXZON สั่งมันลงหัว " (www.facebook.com/axzon.org )
      12.6) เพจ" กระบวนการลงหัวTuberization " (www.facebook.com/pages/กระบวนการลงหัว-)
      12.7) เพจ" Organellelife Passive Income " (www.facebook.com/pages/Organellelife-Passive-)
     12.8) เพจ " ศูนย์ธุรกิจ ODSC " (www.facebook.com/ORG.ODSC)
 13) บริษัทเรายังมี"เฟซบุ๊ค กลุ่ม"(Facebook Group) อีก 4 กลุ่ม ที่เราสามารถเข้าไปหาข้อมูลทั้งภาพและบทความดีๆ ที่   ปักหมุดไว้ในแต่ละกลุ่ม ( หมายเหตุ: กลุ่ม "มันสำปะหลัง 30 ตัน ให้เข้าไปดูได้แต่ไม่แนะนำให้ โพสต์  )
     13.1) กลุ่ม "มันสำปะหลัง 30ตัน "
13.2 )กลุ่ม "พลิกชีวิตด้วยธุรกิจเกษตรแนวใหม่ "
13.3 )กลุ่ม " ยางพารายุคใหม่ "
13.4 )กลุ่ม "เกษตรเงินล้าน "


สรุปอันดับและขั้นตอนการเริ่มต้น
1) เปิดเฟซบุ๊ค ส่วนตัว
2) เพิ่มเพื่อนให้ได้มากที่สุด
3) เปิดเฟซบุ๊ค แฟนเพจ
4) แต่งตั้ง Paccaponเป็นแอดมิน(ผู้ดูแล)
5) โพสต์ภาพและบทความลงใน เพจ ให้ต่อเนื่อง
6) เชิญชวนเพื่อนในเฟซส่วนตัว มาถูกใจ (Like)เพจ
7) โฆษณาหน้าแฟนเพจ(Fanpage) กับFacebook ในช่วงแรก เพื่อเพิ่มคนให้มาถูกใจ (Like) ได้เร็วขึ้น มีจำนวนมากขึ้น
8) โฆษณาโพสต์ในเพจ ที่น่าสนใจและคิดว่าโดน กับ Facebook ( กรณีที่ไม่โฆษณากับFacebookก็ได้แต่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายช้ามาก)
9) เข้าไปที่หน้าเพจ ทุกวันเพื่อ "เพิ่มโพสต์" และ "ตอบเพจ" (ควรตอบคำถามเพจให้รวดเร็ว อย่า..ล่าช้าเพราะจะสูญเสียโอกาส
ยังมีเทคนิคอื่นๆ อีกมากมายที่จะบรรยายให้สมาชิกได้ทราบเพิ่มเติมในการเปิดอบรมเป็นระยะๆไป หรือหาอ่านได้ในเอกสารที่ทางบริษัทจัดไว้ให้
( หมายเหตุ: สถิติโฆษณาโพสต์กับเฟซบุ๊ค สูงสุดเท่าที่ได้ทำมา 1,000บาทต่อ7วันมีผู้เข้าถึงได้มากถึง 98,000คน มีคนถูกใจ 4,900กว่าคน(โพสต์ถอนมันสำปะหลังของคุณสมพร ทองดีนอก ในเพจ"นวัตกรรมมันสำปะหลังไทย สู่มันสำปะหลังโลก)

"1 คน 1 แสน " คือเป้าหมายแรก ที่จับต้องได้
สอนให้ใครก็ได้ที่สนใจ ให้เขาใช้"โซเชียล มีเดีย"(Facebook ,Line ฯลฯ)เป็นเครื่องมือให้ได้อย่างอยู่หมัด โดยเราจัดเนื้อหาในการโฆษณา"ผลงานของสินค้า"เพื่อนำพาสู่กลุ่มเป้าหมายหลาย สิบล้านคนที่อยู่ใน"ชุมชนเฟซบุ๊ค"(ซึ่งมีมากกว่า35ล้านคนในเมืองไทย) ใครดีใครได้ไป ครับท่าน
หน้าที่เราคือ หาคนมาเรียนรู้และสอนให้เขาทำจริง ลงมือจริง เอาใจใส่จริง อาทิตย์ละครั้ง ครั้งละ10คน ถ้าเกิดผลจะมีคนทำงานเดือนละ40คน ผ่านไป3เดือนทุกคนมียอดขายคนละ50,000บาทอย่างต่ำ ทีมท่านก็จะมียอดขายเดือนละ2,000,000บาท และทุกคนใต้สายงานไปทำแบบเดียวกัน อะไรจะเกิดขึ้น  ก็ โบนัส "Power Leg" ที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้อย่างไงล่ะครับ รายได้เดือนละหลายแสนบาท ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ





 
เทคนิคการสร้างรายได้ง่ายๆ
“ออนไลน์  ออนล้าน”  สไตล์  ออร์กาเนลไลฟ์
  1. เนื้อหาสาระ ที่นำเสนอตรงใจกับลูกค้า
เมื่อเรากำหนดเป้าหมายกลุ่มลูกค้าได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ต้องเตรียมการเรื่องข้อมูลที่จะนำเสนอให้ลูกค้าได้อ่านกัน
คนที่อยู่ในเฟซบุ๊กเขาเสพ เขาส่องอะไรกันบ้าง? แบรนด์ของเราจะสร้างความแตกต่าง นำเสนอข้อมูลอะไรให้ลูกค้าโดนใจเขาเข้าไปเต็มๆ
  1. 1 เนื้อหาที่จะโพสต์ต้องตรงใจลูกค้า
  2. 2 ไม่ขายกันอย่างโจ่งแจ้ง หรือโพนทะนาความเก่งยอดเยี่ยมของตัวเอง
  3. 3 ขอให้เป็นเนื้อหา บทความ รูปภาพที่ดูง่าย สบายตา อ่านแล้วสบายใจ

  1. หลักการโพสต์ง่ายๆ เพื่อให้คนอ่านชอบ
ตั้งโจทย์ที่จะโพสต์ก่อนว่าเราจะโพสต์เพื่ออะไร  และแต่ละโพสต์เราจะให้อะไรบ้างกับผู้อ่าน เมื่อได้แล้วก็เริ่มเตรียมเนื้อหา
  1. 1 เขียนให้สั้น ไม่ต้องเขียนให้ยาว พรรณนา เวิ่นเว้อ  สั้นกระชับ ได้ใจความ แต่ต้องมีอรรถรส
  2. 2 เล่าเรื่องให้เป็น  : เขียนให้เหมือนเราเล่านิทานให้เด็กฟัง มีเสียงสูงต่ำ เสียงตัวประหลาด เสียงพระ เจ้าชาย หมาป่าฯ เล่าให้เห็นภาพ
  3. 3 เห็นแล้วต้องอ่าน  : โพสต์ไว้คำแรก วลีแรก ย่อหน้าแรก ไม่ต้องเหน็บไว้ตอนท้าย เพราะคนจะอ่านก็ตรงจั่วหัวเหมือนหนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวเอาให้โดนตั้งแต่ตอน แรก
  4. 4 อ่านให้ได้คิด  :  ผู้อ่านนำไปคิดต่อได้เอง ไม่ต้องสรุปทุกอย่าง ให้ผู้อ่านตอบคำถามของเขาเองให้ได้
 เนื้อหาเตรียมให้พร้อมศึกษาตัวเราเองให้กระจ่าง พร้อมแล้วก็ออกไปคุยกับผู้อ่านด้วยการโพสต์เนื้อหาที่ตรงกับใจกัน

  1. ขายเรื่องราว อย่าขายสินค้า บริการ (Sell story , don’t sell your product! )
ถามว่าแล้วจะทำอย่างไร ขายอย่างไร คำตอบคือ“ขายโดยไม่ต้องขาย”
เนื้อหาส่วนใหญ่ เป็นข้อคิด มุมมอง กิจกรรม ที่มัน..เข้าไปถึงใจคนอ่าน  อ่านแล้วต้องผงกหัวตาม พร้อมทั้งกด Like และ Share บทความเนื้อหานั้นๆ
  1. 1 เนื้อหา ความรู้ เฉพาะทางเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของ เรา ผู้อ่าน อ่านแล้วได้ความรู้ ทราบได้เลยว่าเจ้าของเพจ เป็นมืออาชีพ หรือมีความชำนาญในเรื่องเหล่านั้น เรียกได้ว่าเป็น “เทพเดินดิน”ใช้ภาษาง่ายๆ อ่านแล้วเข้าใจ ไม่ต้องใช้ศัพท์ทางเทคนิค หรือเฉพาะทางมากเกินไป มีตัวอย่างเทียบเคียงประกอบ เนื้อหาบทความไม่จำเป็น แค่รูปเราสามารถที่จะใช้คลิปวีดีโอสั้นๆ 1-3 นาที เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจได้ทั้ง ภาพ เสียง ข้อความ ครบสมบูรณ์
  2. 2 คำคม คำอวยพร แรงบันดาลใจ ธรรมะ เป็นบทความที่ช่วยสร้างสรรค์สังคมบนโลกออนไลน์ให้น่าอยู่ ผู้คนได้อ่านแล้วคิดไปในทางที่ดี มีกำลังใจ มองเห็นแนวทางในการแก้ปัญหาชีวิตการงานเราไม่ทราบได้หรอกว่าผู้อ่านจะมี ปัญหาอะไรในชีวิตอยู่บ้าง แต่บ่อยครั้งที่ คำคม คำอวยพร แรงบันดาลใจ และหลังธรรม ที่เราโพสต์ไปนั้นไปโดนใจทำให้เขาได้คิด ได้สติ
  3. 3 กิจกรรมเพื่อสังคมที่เกี่ยวข้องกับเพจของเราเอง หรือไม่เกี่ยวข้องในทางตรง แต่เราเป็นผู้ช่วยเผยแพร่ต่อ จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ ในเรื่อง CSRให้กับแบรนด์แฟนเพจของเรา
สำรวจบทความหรือเนื้อหาที่เราเตรียมจะโพสต์ ช่วยตอบโจทย์ผู้อ่านได้ในมุมมองประเด็นใดได้บ้าง
  1. ความรู้: ต้องเป็นความรู้จริง ที่ผู้อ่านต้องการจะได้รับทราบ
  2. ข้อเท็จจริง:  เรื่องราวข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ สถานการณ์
  3. ข้อคิดเห็น:  ความเห็นส่วนตัวของเราคืออะไร
  4. แนวทางปฏิบัติ  :  แนวทางที่ควรทำเป็นหลักเกณฑ์ทั่วไปที่ควรปฏิบัติ
  5. วิธีการแก้ปัญหา  :  ทางออกของปัญหาต่างๆ ควรแก้ไขอย่างไร
  6. ข้อคิด เตือนสติ:เตือนใจจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง
  7. แรงบันดาลใจ  :  กำลังใจ มุมมองเชิงบวก เพื่อให้ผู้อ่านได้ตื่นจากภวังค์
  8. ข้อแนะนำ:  ควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร
  9. ข้อเสนอแนะ:  บทสรุป ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหาเหตุการณ์ใดๆ

ช่องทางสร้างแบรนด์ให้คนรู้จักบนโลกออนไลน์
เมื่อพูดถึงช่องทาง สร้างแบรนด์บนเฟซบุ๊กผมโฟกัสว่า เป็นแบรนด์ใหม่ของเรานะครับ ไม่ว่าจะเป็นสินค้า หรือแบรนด์ส่วนบุคคล เพราะทั้งหมดเราต้องทำเอง ไม่เหมือนกับแบรนด์ดังๆ ที่มีชื่ออยู่แล้วทั้งในโลกแห่งความจริงและในโลกออนไลน์ บริษัทแบรนด์ยักษ์ใหญ่ ส่วนใหญ่แล้วจะมีทีมที่จะทำงานทางด้านนี้กันอย่างจริงจังครับ  ส่วนพวกเราเข้ามาคนเดียว solopreneurลุยทั่วไปคนเดียว  เราไม่ได้ทำแบรนด์ เพื่อแข่งกับแบรนด์ดัง แบรนด์ใหญ่ เราทำแบรนด์ให้กับสินค้าหรือตัวตน เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือ ความมั่นใจ  สร้างตัวตนให้โลกได้รู้จักเท่านั้นดังนั้นช่องทางที่เราจะช่วยสร้างแบรนด์บน เฟซบุ๊ก นอกจากจะประกอบด้วยชื่อแบรนด์ ความเป็นตัวตน  บทความ  เนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์แล้ว ช่องทางที่จะมาช่วยแพร่กระจายข่าวสารโพสต์ให้กับเราก็จำเป็นที่จะต้องทำควบ คู่กันไปด้วยครับ
5 ช่องทางหลักSocial Media ช่วยสร้างแบรนด์
  1. Facebook Account Profile เฟซบุ๊กส่วนตัวหรือ Account Profileเป็น ช่องทางเบื้องต้นที่จะเป็นตัวกระจายแฟนเพจในการสร้างแบรนด์ของเราครับ ทุกครั้งที่เราโพสต์บทความต่างๆลงในหน้าแฟนเพจ เราควรจะ Tag บทความรูปภาพนั้นกลับมายังหน้าไทม์ไลน์ของเราเพื่อให้เพื่อนๆของเราได้เห็น โพสต์นั้นๆ นะครับที่สำคัญรูปภาพ หรือข้อความเหล่านั้นต้องไม่เป็นการขายสินค้านะครับเป็นบทความที่ให้ความรู้ กำลังใจ แนวคิด คำคม กำลังใจ เหล่านี้จะเป็นการสร้างแบรนด์ให้เพื่อนๆเราได้จดจำไปเรื่อยๆ บอกต่อกันไปเรื่อยๆครับ แบรนด์จะเกิดไม่ใช่การที่เราขายของแบบ hardcore นะครับ อย่างนี้อาจจะได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่ไม่ถาวร  แต่ถ้าจะเป็นการไว้วางใจกันแล้วจะขายอะไร บอกอะไรเขาก็เชื่อ เขาก็ซื้อครับ เขาไม่ได้ซื้อสินค้านะครับ แต่เขาซื้อความเป็นแบรนด์
  2. Facebook Group  กลุ่มของเฟซบุ๊ก ที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้า และบริการของเราเป็นช่องทางที่เราจะเข้าไปแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับเรื่อง นั้นๆ และแนบ Link ของหน้าแฟนเพจของเราให้แต่ละคนเข้ามาติดตามต่อครับ 
ข้อพึงระวังอย่างหนึ่งนะครับ ปัจจุบันมี facebook Group จำนวนมากที่ถูกเปิดขึ้นมา แล้วนำมาใช้กันผิดวิธีคือ ผู้เปิดก็เปิดมาให้คนเข้าไปร่วมในกลุ่ม แล้วต่างพากันโพสต์ขาย ขาย แล้วก็ขาย สินค้า  หลายคนก็ใช้โปรแกรมที่ช่วยในการโพสต์ขายสินค้าในกลุ่มอัตโนมัติ  อย่างนี้ไม่ใช่วิถีของการสร้างแบรนด์ เพื่อทำเงินนะครับ แต่เป็นการขายแบบตีหัวเข้าบ้านครับ อาจจะพอขายได้แต่มันไม่ยั่งยืนครับ  เพราะโดยส่วนใหญ่กลุ่มทีเปิดขึ้นมาก็มักจะเป็นพ่อค้าแม่ค้าด้วยกัน ไม่มีใครสนใจที่จะซื้อ สนใจแค่ขายครับ จะทำให้เราเสียเวลาเปล่าครับ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่เราขายในกลุ่ม แต่อยู่ที่เราควรนำความรู้และประเด็นที่เป็นประโยชน์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ความมั่นใจ ความน่าไว้ใจให้กับคนในกลุ่ม จนเขามั่นใจเรา เขาก็จะซื้อสินค้าบริการเราเอง  เรียกว่าน้ำซึมบ่อทรายครับ  ไม่ต้องเร่งรีบขายกันจนออกหน้าออกตา จะทำให้เกิดความรำคาญเสียมากกว่าครับ
  1. Twitter เราสามารถที่จะกระจายโพสต์บทความของเราไปยัง Twitter  ได้อย่างง่าย เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงแบรนด์ของเราได้อีกช่องทาง ผมจะไม่กล่าวถึงว่า ต้องสร้างบัญชี Twitter อย่างไรนะครับ แต่จะแนะนำให้ท่านติดตั้งแอพพลิเคชั่นที่ช่วยประหยัดเวลาในการโพสต์ข้อความ จากเฟซบุ๊ก ไปยัง Twitter ได้ทันที ที่สำคัญฟรี ครับ
  2. Instagramถ่ายรูปกิจกรรมสินค้าเพื่อสร้างแบรนด์การถ่าย รูปตัวเอง หรือกิจกรรมที่เกี่ยวกับการสร้างแบรนด์ผ่านทาง IG และแชร์กลับมายัง เฟซบุ๊ก จะเป็นการช่วยในการรับรู้และเข้าถึงแฟนเพจและแบรนด์ของเราได้มากยิ่งขึ้น
อะไรบ้างที่เราควรทำบน IG
  • เปิดตัวสินค้า หรือกิจกรรมส่งเสริมการขายในรูปแบบต่างๆ เพื่อส่งลูกค้าจาก IG กลับมายังเฟซบุ๊ก
  • ข้อมูลของสินค้าเพียงพอให้ผู้ที่สนใจสั่งซื้อสินค้าหรือติดตามกิจกรรม ควรไปในทิศทางเดียวกัน
  • เทคนิคอย่างหนึ่งก็คือการใช้ # HASHTAGS ให้เป็นประโยชน์นะครับอย่าลืมตั้ง HASHTAGS เป็นของตัวเองในกิจกรรมนั้นๆ จะช่วยเพิ่มยอดผู้เข้าชมและสร้างการรับรู้แบรนด์ และเพิ่มยอดขาย
  1. YouTube คลิปวีดีโอต่างๆ เป็นอีกหนึ่งช่องทาง ที่จะช่วยในการสร้างกระแสโปรโมตแบรนด์ของเรานะครับ สร้างClip VDO ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า แบรนด์ของร้านแล้ว Upload ขึ้นไปยัง YouTubeแชร์คลิปดังกล่าวกับมายังเฟซบุ๊ก เป็นเทคนิคขั้นพื้นฐานที่แต่ละท่านควรจะทำกันให้ได้นะครับ
อย่างแรกในการที่จะใช้ YouTube ท่านต้องมี User ของ YouTube นะครับ ไม่ยากครับสมัคร อีเมล์ Gmail หลังจากนั้นก็สมัครใช้ YouTube ได้เลย
หัวข้อ (Title) คือหัวเรื่องของคลิปวีดีโดว่าเป็นเรื่องอะไร รายละเอียด (Description) เนื้อหาของคลิป เราต้องการสื่ออะไร สิ่งสำคัญคือต้องมีการใส่ Link เฟซบุ๊กของเราไว้ด้วยแท็ก (Tag) คำค้นหาเกี่ยวกับคลิปนั้นๆ เช่นการพัฒนาตัวเอง กำลังใจ เครื่องสำอาง เป็นต้น เมื่ออัพโหลดเรียบร้อย กดปุ่มเผยแพร่ Clip เราก็สามารถใช้งานได้ นำ Clip ดังกล่าวไปโพสต์ในหน้า Timeline ของเพจได้เลยครับ
5 ช่องทางหลักที่จะช่วยกันดึงคนเข้ามา Link เพจ ติดตามแบรนด์ของเรานะครับ ข้อควรคำนึงการสร้างแบรนด์ต้องสร้างภาพลักษณ์ที่ดี สร้างภาพลักษณ์ที่ดีไม่ใช่การสร้างภาพให้ดูดีนะครับแต่ต้องมาจากความจริงใจ ใจจริงที่จะทำเพื่อผู้อื่น หรือเพื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ถ้าพร้อมกันแล้วก็ลุยกันได้เลยครับ ผู้คนรอพวกเรามาช่วยสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์กันแล้วครับ

แบรนด์ไม่เกิด เพราะแจ้งเกิดผิดวิธี
หลายคนวิ่งหาทางลัด สร้างตัวตน สร้างแบรนด์ชั่วข้ามคืน คุณอาจจะดังได้ แต่คุณก็ไม่ผ่านไป เป็นแบรนด์ได้อย่างแน่นอน เพราะวันนี้ดัง  พรุ่งนี้ มะรืน ก็ดับครับสร้างแบรนด์มันเหมือนเชื้อเพลิงดีเซลเผาไหม้ช้า ออกตัวช้า แต่เมื่อติดแล้ววิ่งฉลุย จะหวังจุดแล้วติดทันที นี่คงลำบากสักหน่อยครับ




กฎเหล็ก 16 ข้อ ในการโพสต์ลงเฟซบุ๊กที่ขอแนะนำว่า “ไม่ควรทำ”
เพราะมันอาจจะย้อนมาทำลายคุณได้ แบรนด์เป็นเรื่องละเอียดอ่อนถ้าจะมาทำกันแบบลวกๆ ก็ไปหาลูกชิ้นปลาลวกกินกันนะครับ แบรนด์ต้องอาศัยเวลา ความจริงใจ คุณภาพของบทความ และที่สำคัญความเป็นตัวตนของเรา

หากใช้วิธีต่อไปนี้ผมค่อยข้างมั่นใจว่า จะ “ดับ มากกว่า ดัง”
  1. วิ่งตามกระแส
เพจไหนดัง แนวไหนเกิด ก็จะกระโจนเข้าไปเล่นโดยไม่ได้สำรวจตัวตนว่าเราเป็นใคร เอากันแบบง่ายๆ ก็คือไม่ดูน้ำหน้าตัวเอง อยากดังแต่ไม่มีของเพราะเที่ยวไปก๊อบคนโน้นที คนนี้ที อย่างนี้จบ ไม่ผ่าน
  1. ชื่ออ่านยาก
เพจใหม่ชื่อ ปรมนฐปวีการณ์ ,axibmenzodo, gohinzhqeเป็นต้น จะยากไปไหนครับ พี่ทำเพจให้มนุษย์ชาวโลกเขาอ่าน เขาเข้าไปชมนะครับ ไม่ใช่อยู่ดาวอังคาร หรือมาจากดาวพลูโต เอาง่ายๆ ก็บอกกันไว้แล้วนะ สั้น จำง่าย
  1. ขาดความร่วมมือ
แบรนด์บนเฟซบุ๊กไม่ได้ทำกันคนเดียวนะ ผมเคยพูดถึง หุ้นส่วน ซึ่งเป็นรหัสลับสร้างแบรนด์ของมาร์ก สร้างความร่วมมือของหุ้นส่วน พนักงาน และคู่ค้าต่างๆ นะครับ ถ้าทุกคนไม่เข้าใจ แบรนด์ไม่เกิด เฟซบุ๊กเป็นแค่สื่อออนไลน์ แต่เราก็จำเป็นที่จะต้องสร้างแบรนด์ให้เกิดในโลกความเป็นจริงออฟไลน์ด้วย
  1. สัญญาลมปาก
แบรนด์จะพังก็เพราะรับปากไปเรื่อย ได้ครับพี่ ดีครับท่าน โอเคครับนาย การรับปากออกสื่อ มันก็เหมือนสัญญาที่มัดเราไว้แน่นนะครับ “บิดพลิ้วโกหก Fake แค่นิดเดียว โลกออนไลน์มัน Fake กันง่าย โกหกหลอกลวงกันเป็นอาจิณ” แต่ถ้าเราจะสร้างตัวตนให้เป็นแบรนด์ “ความจริงใจ” เป็นเรื่องแรกที่ต้องสร้างแม้แต่จะขายสินค้าบนอินเทอร์เน็ตถ้าลงตั้งต้น ด้วย   คำว่า “ขาย” ตามท้ายด้วยคำว่า “กำไร” รายไหนรายนั้นครับ “เจ๊ง” แต่ถ้าเปลี่ยนมุมมองจากการ “ใช้” ตามท้ายด้วยคำว่า “แบ่งปัน” รายไหนรายนั้นครับ “รวย”
  1. หว่านแหไปเรื่อย
ไม่รู้ว่าลูกค้าตัวเองเป็นใคร สนใจสิ่งไหน อยากได้อะไร สินค้าบริการ แบรนด์ของเราจะช่วยอะไรเขาได้ อย่างนี้จบครับ แบรนด์ไม่เกิด  จะได้แต่กระเป๋าแบนแฟนทิ้ง กลับบ้านไปเท่านั้นครับ
  1. ตีหัวเข้าบ้าน ยัดเยียดข้อมูล
เปิดมาก็ขาย เต็มหน้า Timeline หลับไปแล้ว ตื่นมาก็โปรโมชั่น หั่นราคากันเต็มหน้า Timeline จะขายกันไปถึงไหน ตีหัวเข้าบ้านอะไรกันขนาดนั้น เพลาๆ ลงหน่อย เดี๋ยวนี้เป็นยุคที่เรียกได้ว่า Overload Information เยอะเกิ๊น รับกันไม่หวาดไม่ไหว ปรับหน่อย เบานิด เอาให้คนอ่านสบายใจ แล้วอะไรดีๆ มันจะตามมา
  1. ไม่จริงจัง ขาดความต่อเนื่อง
ทำธุรกิจเป็นเรื่องของความต่อเนื่อง ถ้าเราสังเกตแบรนด์ใหญ่ เมื่อเขาออกผลิตภัณฑ์ใหม่ โปรโมชั่นใหม่ มีงบโฆษณามากมาย สิ่งที่เขาทำคือการยิงสปอร์ตโฆษณาลงในสื่อสาธารณะอย่างทีวี แบบถี่มาก มีทุกช่อง ยิ่งช่วงเวลาที่คนติดละครก็จะมีสินค้าแบรนด์ดังๆ มาคั่นเวลาอยู่เสมอ  พวกเราแม้ไม่มีเงินทุนมากมาย แต่เราสามารถสร้างความต่อเนื่องโดยการโพสต์บทความข้อมูลดีๆ สม่ำเสมอได้นะครับ เฟซบุ๊กเขาไม่ห้ามโพสต์บ่อยๆ แต่ขอให้โพสต์นั้นมีคุณค่าต่อผู้อ่าน จะได้เป็นการสร้างแบรนด์เราด้วย ถ้าไม่โพสต์ หรือโพสต์บ้าง ไม่โพสต์บ้าง อย่างนี้ไม่ต่อเนื่อง คนเห็นน้อย แบรนด์ก็ไม่เกิด เรียกว่า หยุดโพสต์ ธุรกิจก็หยุด
  1. ไร้อารมณ์
บทความ รูปภาพ ไม่ชวนให้สนใจ ไร้อารมณ์ ความรู้สึก ขาดการมีส่วนร่วมของผู้อ่านหรือลูกค้าหลักๆ มักจะมาจากเราไม่ได้มีทักษะในการเขียนให้น่าอ่าน การหารูปที่น่าสนใจ วิวทิวทัศน์ธรรมชาติ หรือ Clip VDO ที่เป็นประโยชน์ภาพลักษณ์ แบรนด์เราจึงไม่ชัด
  1. สร้างกระแสด้วยเรื่องเซ็กส์
หลายเพจดึงเอาเรื่องเซ็กส์ ไม่ว่าจะเป็นรูปเรทอาร์เรทเอ็กซ์ หรือจะเป็นคลิปวีดีโอก็ตาม เพื่อสร้างกระแสให้คนเข้าไปดู  กดไลค์ (บางคนก็ดูแต่ไม่กล้ากด) เพจประเภทนี้ไม่สามารถสร้างแบรนด์ตัวตนได้ เพราะส่อไปทางอนาจารเสียมากกว่า
  1. โหมข่าวการเมือง
การเมืองกับการสร้างแบรนด์เป็นเรื่องต้องห้าม ยิ่งบนเฟซบุ๊กยิ่งต้องห้ามนะครับ ไม่ว่าเราจะมีความคิดเห็นทางด้านใดขอให้สงวนท่าทีไม่พูดถึงได้เป็นเรื่องดี เมื่อใดการเมืองนำแบรนด์ รับรองได้ครับ เพจท่านจะอยู่ไม่สุข แบรนด์ท่านจะไม่มีโอกาสเกิดแน่นอน
  1. เวทีโจมตีคู่แข่ง
สร้างแบรนด์นะไม่ใช่สร้างศัตรู คู่แข่งไม่ใช่ศัตรูคู่อาฆาต แต่ถ้าเมื่อใดที่เราไปกระตุกหนวดเสือ เมื่อนั้นคู่แข่งก็จะกลับมาเล่นงานเรากลับ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เมื่อใดที่เราเปิดศึกเท่ากับเราทำลายแบรนด์ของเราเอง ผมไม่เคยเห็นใครลุกขึ้นมาด่าว่าโจมตีคู่แข่งอย่างดีก็แค่แข่งกันว่าใคร เด่นกว่ากันพอให้อีกฝ่ายต้องพลิกเกมเพื่อต่อสู้ไม่ต้องถึงกับขั้นใส่ร้ายโจม ตีกันสาดเสียเทเสีย
  1. ข้าเก่งสุดใน 3 โลก
คุยโม้โอ้อวด ไม่เหมาะกับวัฒนธรรมแบบไทยๆ นะครับ คนไทยชอบคนอ่อนน้อมถ่อมตน ถ้อยทีถ้อยอาศัย รู้ว่าเก่ง แต่ไม่ต้องเบ่งใส่คนอื่นนะครับ  เฟซบุ๊กเป็นเวทีกลางแจ้ง ถ้าอวดรู้ ขี้โม้มาก ก็จะโดนกลับมาไม่ใช่น้อยนะครับ เจียมตัวเข้าไว้เป็นคนธรรมดาที่พร้อมจะแบ่งปันความรู้ น้ำใจ จริงใจจะดีกว่าครับ
  1. ธุระไม่ใช่ สนในเรื่องชาวบ้าน
ไม่ว่าจะเป็นเพจส่วนตัว หรือหน้าแฟนเพจ เมื่อใดก็ตามที่เราแสดงออกถึงการเป็นคนละลาบละล้วง จุ้นจ้านเรื่องชาวบ้าน เพื่อนนี้เป็นอย่างนั้น ญาติคนนี้เป็นอย่างนี้ เป็นประเภทพวก Gossip ดาราแล้วล่ะก็แบรนด์ก็ดับตอนนั้นและครับ อย่ายุ่งเรื่องชาวบ้านเป็นดีที่สุด ให้กำลังใจ คำคม คำแนะนำ กลางๆได้ แต่ไม่ต้องถึงกับตัดพ้อต่อว่า ด่ากราดกันเลย
  1. ส่งข้อความก่อกวน
ผมเจอเยอะ หาคนรับออร์เดอร์ใครต้องการสมัครงาน ออนไลน์ ทำ 2 ชั่วโมงได้เงินเป็นล้าน นอนตีพุงสบายใจทั้งที่ไม่เคยรู้จักอะไรกันมากมาย ยิงข้อความเข้ามาประเภทนี้บอกให้รู้ว่า แบรนด์ไม่เกิดครับ ภาพลักษณ์ไม่มี ส่งข้อความมาก็เป็นการประจานตัวเอง เอาหน้ามาขาย แบรนด์จะเกิดต้องให้คนวิ่งเข้าหา เชื่อถือและศรัทธารักและเชื่อใจ ไม่ใช่การสร้างความรำคาญ
  1. ฝากร้านกันหน่อย
หนึ่งอย่างที่ไม่ควรทำหากจะทำธุรกิจใน เฟซบุ๊กเป็นสิ่งที่สำคัญมากเลยนะ เพราะมันคือจริยธรรมในการทำมาค้าขาย ทั้งในโลกออนไลน์ และออฟไลน์ นั่นคือ “การฝากร้านหน่อย” อยากให้ลองนึกภาพนะ หากเราเปิดร้านขายสินค้า เอาเป็นเครื่องสำอางนี่แหละ ให้เห็นภาพในตลาดนัดตั้งร้านเรียบร้อยวางสินค้าเสร็จสรรพนะ อยู่ดีๆ มีใครก็ไม่ทราบหอบหิ้วเครื่องสำอางมาวางบนชั้นวางของเราแล้วพูดไพเราะว่า ขอฝากสินค้าหน่อยนะ พอนึกภาพออกนะ มันเป็นมารยาทของแม่ค้า พ่อค้า ที่ควรศึกษา และลงมือปรับปรุงแก้ไขนะ หากต้องการความสำเร็จและสร้างมิตรภาพกันยาวๆ ในทุกๆธุรกิจเขามีต้นทุน อย่าใช้ความมักง่าย ในการสร้างธุรกิจตนเองด้วยการเหยียบคนอื่นขึ้นไปนะ
  1. Tag ระยับ
โพสต์ขายสินค้า Tag เพื่อนจนเต็มไปหมด ผมจะบอกอะไรให้สิ่งที่พวกเราทำกันอย่างนี้เขาไม่ได้เรียกว่า การสร้างแบรนด์หรือการขายนะครับ แต่สิ่งที่ทำนั้นเรียกกันว่า การขาดการศึกษา ไร้มารยาท Tag รูปภาพเขาไม่ได้มีไว้ให้ขายสินค้าโฆษณาแต่มีไว้เพื่อที่ว่าถ่ายรูปกับเพื่อน คนไหนจะได้ระลึกถึงกัน ยิ่งคุณTag มากเท่าไหร่แบรนด์คุณก็จะยิ่งน่าขยะแขยงมากเท่านั้นหมดโอกาสเกิดทั้งแบรนด์ รวมทั้งตัวคน Tag เองด้วยก็จะไม่มีใครคบทั้งโลกออนไลน์และออฟไลน์ จะเสี่ยงก็ลองดูได้นะครับ
เทคนิคการขายให้ได้เงินล้าน ในโลกโซเชียล
ผมฟันธงว่า “ขายความจริงใจ” เพื่อสร้างแบรนด์ สร้างคุณค่าในตัวเรา ในเพจของเราให้ได้ก่อน เมื่อลูกค้ารักเรา แบรนด์มันก็จะเกิด เขาก็พร้อมที่จะมอบความรักคืนมาให้เราด้วย การอุดหนุนสินค้าต่างๆจากเงินร้อย ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นหมื่น แสน ล้าน ก็ทำได้ครับ
หลักการสร้างแบรนด์ขายสินค้าอย่างไรให้ได้เงินล้าน จะให้แบรนด์ขายสินค้าได้นั้นผมมี 4 คำ ในการทำการตลาดบนเฟซบุ๊กที่ใช้เป็นประจำและได้ผลครับ

“ดี-ถูก-เร็ว-สม่ำเสมอ”ผมเรียกมันว่า“4 คำทำเงินล้าน”
  1. ดี:คือ ภาพรวมทุกอย่างต้องดูดี น่าเชื่อถือ ไว้ใจได้ ยินดีที่จะจ่ายเงิน เพื่อซื้อความน่าเชื่อถือไม่ใช่ซื้อสินค้านะครับ ลูกค้าซื้อต้องซื้อด้วยความน่าเชื่อถือด้วยความดี เพจดูดีสินค้าดีมีคุณภาพโพสต์สิ่งดีๆ ให้ประโยชน์
คนเราโดยส่วนใหญ่มักตัดสินใจทุกอย่างแค่เพียง 3-5 วินาทีที่เห็นดังนั้นการแต่งตัวทำเพจให้ดีๆโพสต์สิ่งดีๆ จะทำให้ลูกค้าเปิดใจเข้ามาชมสินค้าดีๆ
  1. ถูก:  ทุกอย่างต้องอยู่บนความถูกต้อง ราคาสินค้าถูก ถูกใจ ถูกคน ถูกเวลา บนโลกของโซเซียลราคาสินค้า ตรวจสอบได้ไม่ยาก แต่ลูกค้าจะซื้อหรือไม่ก็อยู่ที่ว่า ถูกใจ ถูกคน และถูกเวลาหรือไม่ แน่นอนแหละครับทุกอย่างจะถูกได้ก็อยู่ที่เราได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายเราไว้ อย่างไร กำหนดราคาสินค้าเหมาะสมหรือไม่ สำรวจตลาดคู่แข่งเป็นอย่างไร เรื่องราคาสินค้าสักนิด เราไม่จำเป็นที่จะต้องถูก เพื่อตัดราคาคู่แข่งนะครับ เพราะไม่อย่างนั้นตลาดจะพังแล้วเราเองก็อยู่ไม่ได้ แต่ต้องถูกเท่าที่เราอยู่ได้ ตลาดอยู่ได้ คู่แข่งอยู่ได้ไม่หมั่นไส้นะครับ
  2. เร็ว:  บนโลกออนไลน์ต้องการความรวดเร็วสิ่งที่เราต้องทำคือ เข้าตลาดให้เร็ว ลูกค้าถามต้องตอบให้เร็ว จัดส่งสินค้าให้เร็ว ยุคนี้เป็นยุคของ “ปลาเร็ว กินปลาช้า” ลูกค้าเปลี่ยนใจเร็วมาก  เราต้องสร้างทางด่วนให้แบรนด์ของเราเพื่อให้เข้าถึงและตอบสนองลูกค้าให้เร็ว ที่สุด สำคัญมากๆ ครับ เรื่องการตอบลูกค้าที่ถามคำถามมา เขาแทบจะรอไม่ได้เลยนะครับ ลูกค้าโดยส่วนใหญ่มักจะหวังว่าเขาถามแล้ว จะได้คำตอบเหมือนการพูดคุยกันตรงหน้านะครับ  ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือ นำหน้าร้านเรา หน้าเพจเรา ติดตัวไปตลอดเวลา  ตั้งค่าเพจไว้เป็นหน้าหนัก ในการเข้าเฟซบุ๊กเลยนะครับ ตั้งระบบการแจ้งเตือนคนสอบถามมาทาง Messenger หรือ Comment หน้า Timeline ให้เรียบร้อยนะครับ มัวจะรอตอบตอนว่างๆ มีหวังเสียงาน เสียออร์เดอร์เลยละครับ
  3. สม่ำเสมอ:  จะให้เข้ากับสุภาษิตก็ต้องบอกว่าเสมอต้นเสมอปลาย ใช่ครับ แต่ต้องมากกว่านั้น การโพสต์นำเสนอข้อมูลต้องมีอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่โพสต์ 1 วัน เว้นไป 2 วัน กลายเป็น 3 วันดีสี่วันไข้นะครับนอกจากการโพสต์ที่สม่ำเสมอแล้ว เรื่องของสินค้าก็คงต้องคงคุณภาพไว้เช่นกันนะครับ ไม่ใช่ว่าพอลูกค้าเริ่มติดคิดจะลดต้นทุน ลดโน่นนิดนี่หน่อย กลายเป็นสินค้าไม่ได้คุณภาพเหมือนเดิม งานจบลูกค้ากร่อย เงินก็หมด เพจก็โดน Unlike ความเชื่อถือก็หาย 

โพสต์อย่างไรให้ได้เงินล้าน
วกกลับมาที่ เนื้อหา บทความ รูปภาพ ที่จะเป็นเครื่องมือช่วยสร้างแบรนด์สร้างยอดขายให้กับเรา
  1. สร้างบทความ Content คุณภาพ อย่าสักแต่ว่าจะโพสต์รูปอะไร บทความอะไรครับ ขอให้เรียบเรียงบทความให้ดี ง่าย สั้น เข้าใจ อ่านแล้วให้ผู้อ่านได้คิด ได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราโพสต์เรานำเสนอ แล้วเขาจะติดตามความคิดเราเองครับ
  2. สร้างความสำคัญให้กับลูกค้าให้เขารู้สึกว่าเขาเป็นคนพิเศษโพสต์ สินค้าหรือบริการของเรา ต้องทำให้ลูกค้าเห็นถึงความสำคัญ ความจำเป็นที่จะต้องซื้อ ต้องใช้ ดังนั้นการกล่าวถึงอัตถประโยชน์ ในเรื่องทั่วไปแล้วลงท้ายด้วยช่องทางการสั่งซื้อสินค้าดูจะเป็นประโยชน์มาก ที่สุดกว่าการขายสินค้าแบบตรงๆ รูปภาพต้องดูน่าสนใจ น่าใช้ เนื้อหาอ่านแล้วตื่นเต้น ข้อมูลครบถ้วน
หลักสำคัญคือ “อย่าใส่ทุกอย่างลงในรูป เพราะจะทำให้สกปรกไม่น่าดู” แต่ให้นำข้อมูลมาไว้ในคำบรรยายภาพ หรือสินค้านั่นเอง
  1. หากิจกรรมกระตุ้นยอด  ประกวดรูปภาพ ก่อนใช้ – หลังใช้ รีวิวการใช้ หรือมีดาราพริตตี้ คนดัง เซเลปใช้สินค้า กล่าวถึงบริการของเรามาโพสต์ไว้ ก็จะเป็นตัวกระตุ้นยอดสินค้าหรือจัดโปรโมชั่นในช่วงเทศกาลตามความเหมาะสม 
  2. สร้างการมีส่วนร่วมในทุกๆ โพสต์กับลูกค้าของเรา หรือแม้เขาจะยังไม่เป็นลูกค้า แต่แสร้างการรับรู้ติดตามเราอยู่ใกล้ๆ
  3. ใช้สื่อ VDO เป็นตัวช่วยคลิป VDO จะได้ทั้งรูป เสียง การเคลื่อนไหว จะทำให้ลูกค้าเข้าใจได้ง่าย ทั้งนี้อย่าให้ความยาวของ VDO นั้นยาวจนเกินไป เวลาที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 3-5 นาที ทั้งนี้ให้พุ่งความสำคัญของ VDO ไปที่ 30 วินาทีแรก นะครับ ไม่ต้องเก็บไว้ตอนท้าย เพราะถ้าช่วงแรกไม่ตื่นเต้น ไม่ชวนติดตามโอกาสที่จะเปิดดูถึงตอนท้ายก็ไม่มีครับ
  4. คำคม แรงบันดาลใจการหล่อเลี้ยง สร้างชุมชน ในเฟซบุ๊ก การให้ความรู้ วิธีการ กำลังใจแนวทางในการแก้ไขปัญหา ดำเนินชีวิตกับผู้อ่าน เราในฐานะผู้คุมเกมต้องเข้าใจตรงจุดนี้ครับ ผู้คนในเพจที่ Like แฟนเพจเรา เขาไม่ได้ซื้อสินค้าเราทุกคน บางคนแค่ชอบวิธีคิด คำคม ของเรา บางคนชอบสินค้าของเราหลายรูปแบบ สิ่งที่เราต้องทำคือต้องความสมดุลระหว่างลูกค้าและผู้ที่สนใจในเพจครับ สร้างสังคมของเราให้มีผู้คนที่พร้อมจะชักชวนกันเข้ามา ถึงแม้เขาไม่ได้ซื้อนะตอนนี้ แต่นี่เป็นขั้นตอนที่สร้างความมั่นใจ เชื่อใจกันครับ อนาคตเขาจะเป็นลูกค้าที่ซื้อสินค้าซื้อแบรนด์เราเพราะเขารักเรา รักในสิ่งที่เราเป็น อุดหนุนในสิ่งที่เราทำครับ
  5. ใช้ข้อมูลเชิงลึก ปรับปรุง แก้ไขโพสต์ ผมได้พูดถึงข้อมูลที่เราต้องทำความรู้จักลูกค้าโดยใช้กราฟต่างๆแล้ว ตรงนี้แหละครับคือประโยชน์ที่เราจะได้นำมาใช้วิเคราะห์นำมาปรับปรุงข้อมูล รูปภาพ บทความ สื่อต่างๆที่เรานำเสนอว่าตรงกับสิ่งที่ลูกค้าเราต้องการมากน้อยแค่ไหน ชื่นชอบขนาดไหนกันครับ เมื่อพบข้อบกพร่องก็ปรับจุนให้เหมาะสมครับ
  6. สร้าง HASHTAGS (#) เพื่อขยายแบรนด์เพิ่มยอดขาย
HASHTAGS (#) คือคำค้นหาหลัก หรือที่เรียกกันว่าคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่ใช้เพื่อค้นหาของกลุ่มเพื่อนที่ต่างมีความสนใจเหมือนกัน เช่น สนใจเรื่องของ เพชร เครื่องประดับ ก็จะใช้ HASHTAGS ประมาณว่า #เพชร #เครื่องประดับ #Dimand เป็นต้น
ใช้ HASHTAGS (#) อย่างไรให้เกิดประโยชน์อย่า เยอะ หลายคนใส่เสียเยอะแยะในเรื่องเดียวกัน กะจะฟันทุกตลาด เช่น #เครื่องสำอาง #หน้าใส #ครีมกันแดด #ครีมรักษาฝ้า #ครีมรักษาสิว #คลินิกหน้าใส #ไร้สารปรอท #ไม่เป็นสิว #อยากสวย ฯลฯ คือในหนึ่งครั้งที่คุณโพสต์ใช้ HASHTAGS (#) เสียขนาดนี้ เรียกได้ว่าเนื้อหาสินค้า แบรนด์มีนิดเดียว ที่เหลือเป็นพื้นที่ของ HASHTAGS (#) อย่างนี้ เละครับ ความน่าเชื่อถือทั้งคนมอง และเฟซบุ๊กเองก็จะมองว่า เรากำลังสแปมHASHTAGS อย่างนี้มีโอกาสโดนแบนสูงครับ เลือกแต่พองามครับ ความเห็นผมว่า เราไม่ควรจะเกิน 3 คำในการทำ HASHTAGS (#) นะครับ เอาที่ตรงกับเราจริงๆ อย่างนี้จะเกิดประโยชน์สูงสุด ดูดี น่าเชื่อถือครับ
สิ่งที่เราต้องคำนึงอย่างหนึ่ง ในการใช้ HASHTAGS เพื่อสร้างแบรนด์คือ คำที่เราจะนำมาใช้ต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกับแบรนด์เสริมภาพลักษณ์ให้กับแบ รนด์
ผมยกตัวอย่างกิจกรรม CSR ของธนาคาร TMB ที่ชื่อว่า Invisible Thailand ที่เชิญชวนกันถ่ายรูปสถานที่ต่างๆ พฤติกรรมต่างๆที่ดูไม่ดีในสังคมไทย แล้วนำแชร์ในเฟซบุ๊กอินสตาแกรม และเชิญชวนให้ใช้ HASHTAGS #invisibleTHเพื่อให้เกิดการติดตามงานของหน่วยงานต่างๆ คือได้รับความสนใจและได้รับการแก้ไขกันอย่างจริงจัง ทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือแม้แต่คนทั่วไปก็ไม่นิ่งดูดาย ช่วยกันถ่าย ช่วยกันแชร์มากมาย เท่านี้แบรนด์ก็เกิด โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากมายครับ

วิธีการสร้างแบรนด์ขายสินค้าอย่างไรให้ได้เงินล้าน
วิธีคิดหลักการเราผ่านแล้ว มาดูเรื่องของวิธีการกันต่อครับ ผมเคยกล่าวไว้แล้วว่าเราจะต้องมีการจัดกลุ่มจัดระเบียบข้อมูลให้เป็นหมวด หมู่โดยใช้อัลบั้มรูปภาพเป็นตัวช่วยนะครับ นั่นคือจุดแรกที่จะเป็นบันไดสู่การสร้างเงินล้านจากแบรนด์บนเฟซบุ๊ก แฟนเพจมันเปรียบเสมือนเขื่อนขนาดใหญ่ที่เก็บกักน้ำไว้ครับ เราจะใช้ประโยชน์จากน้ำเหล่านั้นได้ ก็ต้องมี่ช่องทางระบายน้ำเปิดให้ออกมาใช้งานวิ่งสู่ที่นา เพื่อปลูกข้าว ปลูกผักนำไปใช้อุปโภคบริโภค เราต้องสร้างประตูนำของเราก่อน ประตูน้ำที่ผมกล่าวก็คือ เราต้องมีบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัวสัก 5-10 บัญชี เพื่อเป็นประตูปล่อยน้ำออกจากเขื่อน นำข้อมูลออกจากแฟนเพจไปเผยแพร่ยังหน้าไทม์ไลน์ของเรา มีบัญชีเฟซบุ๊กแล้วทำอะไรต่อ สิ่งที่ต้องดำเนินการคือ ทุกครั้งที่เราโพสต์บทความรูปภาพลงในหน้าแฟนเพจ ให้เราทำการ Tag เข้าหาบัญชีที่เราเตรียมไว้ 5-10 บัญชี อย่างนี้ถือว่าไม่ได้เป็นการไปรบกวนการ Tag รูปหาคนอื่น แต่เป็นบัญชีของเรา  เมื่อรูปที่โพสในเพจโดน Tag ข้อมูลรูปภาพ ข้อความต่างๆ ก็จะไปขึ้นที่หน้าไทม์ไลน์ของเรา เพื่อนๆก็จะเห็นด้วย เพื่อนชอบก็กด Like, Share และ Comment นั่นหมายถึงน้ำจากเขื่อนได้ผ่านประตูน้ำออกมายังที่นา ได้กิน ได้ใช้กัน โพสต์ที่ไหนออกมาจากเพจ ผ่านการ Tag ของเราก็จะได้รับการ Like, Share และ Comment เช่นกันเราทราบวิธีที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนแล้วนะครับ

 

** ขอบคุณบทความจากหนังสือ “คิดอย่างไรให้รวย” โดย KJ millionaire **

ขั้นตอนการปลูกมันสำปะหลังให้ได้ 10-20 ตันขึ้นไป




บทนำ
มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจ ที่สำคัญ ที่สุดพืชหนึ่ง ของไทย เท่าที่ผ่านมา มีการวิจัย และพัฒนาเกี่ยวกับมันสำปะหลัง อย่างกว้างขวาง จนทำให้ไทยเป็น ประเทศแนวหน้าในวงการอุตสาหกรรม ที่เกี่ยวกับมันสำปะหลัง
ตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นน้ำกล่าวคือเริ่มจากการปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยวภายในไร่นาของเกษตรกรพัฒนาไปยังอุตสาหกรรมปลายน้ำอันได้แก่ ผลิตภัณฑ์บรรจุหีบห่อ อุตสาหกรรมอาหาร ตลอดจนเอทานอล ที่ใช้เป็นพลังงานทดแทน ซึ่งหลายคนบอกว่า อนาคต มันสำปะหลังจะกลายเป็นบ่อน้ำมันบนดินของประเทศไทย แต่ถ้าหันมามองเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ไม่ค่อยมีทุน ทำให้ได้ผลผลิตที่ต่ำเฉลี่ยเพียงแค่ 3-4 ตันต่อไร่เท่านั้นการพัฒนาในส่วนอุตสาหกรรมต้นน้ำได้มีการรวบรวมองค์ความรู้ จากนักวิชาการ นักวิจัยที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับมันสำปะหลัง โดยหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
เกษตรกรและผู้สนใจท่านใดอยากพัฒนาการปลูกมันสำปะหลังแนวทางใหม่ก็ลองนำวิธีการต่างๆ ที่ถ่ายทอดมานี้ไปปฏิบัติดูคงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้ท่านได้ประสบการณ์แห่งความสำเร็จใหม่ๆ ที่ท่านอาจจะไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีแบบนี้ด้วยเหรอ
โดยการจัดทำคู่มือเกี่ยวกับมันสำปะหลังเล่มนี้ ประกอบด้วยบทความที่เป็นองค์ความรู้จากประสบการณ์จริงและองค์ความรู้ใหม่ๆที่ได้ประยุกต์ใช้จริงมา แล้วเอาออกมาเผยแพร่เนื้อหาในคู่มือเล่มนี้ เราจะพูดถึงการปลูกมันสำปะหลังที่ดี ซึ่งหลักๆจะประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 1.ดินปลูก  2.การดูแล ระบบการทำงานและกระบวนการทำงานของพืช  3.อื่นๆ (พันธุ์ ระบบน้ำ ปุ๋ย วัชพืช โรค& แมลงศัตรู ฯลฯ )แนวทางการผลิตมันสำปะหลังยุคใหม่เล่มนี้จึงไม่ใช่ตำราวิชาการฉบับไดโนเสาร์ ที่มีแต่เนื้อหาเก่าๆ แต่ได้รวบรวมผลงานการทำงานของสมาชิกของชมรมนวัตกรรมมันสำปะหลังไทย และผลงานการค้นคว้า ศึกษาและทดลองของ คุณ ภัคภณ ศรีคล้าย นักวิชาการเกษตรอิสระ ที่คลุกคลีกับพืชต่างๆหลายชนิดมานานกว่า 30 ปี มาถ่ายทอดสู่ท่านเกษตรกร เป็นแนวทางใหม่ที่เป็นการผลิตมันสำปะหลังได้มากกว่า 10-20 ตันต่อไร่ ในต้นทุนที่ต่ำ กับค่าใช้จ่ายที่เกษตรกรสามารถเลือกลงทุนได้เองกับปัจจัยการผลิตต่างๆที่ไม่มีใครบังคับ เพราะทุกอย่างเป็นทางเลือก และทางเราได้คัดปัจจัยมานำเสนอในส่วนที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อพืชจริงๆ และตรงกับประเด็นปัญหาของมันสำปะหลังในยุคปัจจุบันมากที่สุด


เกษตรกรและผู้สนใจท่านใดอยากพัฒนาการปลูกมันสำปะหลังแนวทางใหม่ก็ลองนำวิธีการต่างๆ ที่ถ่ายทอดมานี้ไปปฏิบัติดูคงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้ท่านได้ประสบการณ์แห่งความสำเร็จใหม่ๆ ที่ท่านอาจจะไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีแบบนี้ด้วยเหรอ



"คิดอะไรแบบเดิมๆ ก็จะได้อะไรแบบเดิมๆ"
ถ้าเคยทำในสิ่งที่เคยทำ  เราก็จะได้ในสิ่งที่เคยได้ แต่..ถ้าเราทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ  เราก็จะได้ในสิ่งที่ยังไม่เคยได้"
                                                                                                                 ด้วยความปรารถนาดี
                                                                                                     ชมรม นวัตกรรมมันสำปะหลังไทย
                                                                                                                   กันยายน  2557


นวัตกรรมมันสำปะหลังไทย
“1 พื้นฐาน 3 กระบวนการ” 
1 พื้นฐาน  คือ  ดินควรมีการปรับปรุง บำรุงดินให้ดินมีชีวิต (ไม่ใช่ดินตาย) ดินที่มีอินทรียวัตถุมากเพียงพอ ดินที่มีโครงสร้างที่ดี ไม่แน่นทึบ โปร่งร่วนซุย ระบายน้ำและอากาศได้ดี และมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ที่มากพอ
เพื่อการย่อยสลายอินทรียวัตถุในดิน
"3  กระบวนการ"  คือ
1. กระบวนการ “สั่งราก” (Root Cell Revitalization)
2. กระบวนการ “สั่งลงหัว” (Tuberization)  
3. กระบวนการ “สั่งแป้ง” (Starch Biosynthesis)
กระบวนการแรก  กระบวนการ “สั่งราก” (Root Cell Revitalization) ถ้าเราสามารถสั่งรากได้ เราก็มีชัยไปกว่าครึ่ง รากที่ดีคือ “รากสะสมอาหาร” (Storage Root) หรือที่เราเรียกว่า Tuburous Root ซึ่งจะต่างจาก
“รากหาอาหาร” (Fabous Root) ถ้าเราสั่งรากได้ 200-300 ราก และเป็นสัดส่วน “รากสะสมอาหาร” เป็นส่วนใหญ่ 
อะไรจะเกิดขึ้น “เราชนะไปครึ่งทางแล้ว”
                กระบวนการสอง  กระบวนการ “สั่งลงหัว” (Tuberization) “เปลี่ยนรากให้เป็นหัว อย่ามัวหลงทาง”
เมื่อส่งไม้มาก็ต้องรับให้แม่น  เมื่อรากดี ทำอย่างไรถึงจะเปลี่ยนให้เป็นหัวให้ได้มากที่สุด  มีรากสะสมอาหาร
30 ราก เปลี่ยนเป็นหัวได้ 30 หัว  เปลี่ยนได้แม้กระทั้งกิ่งและแขนงของรากสะสมอาหาร
                กระบวนการสาม  กระบวนการ “สั่งลงแป้ง” (Starch Biosynthesis) เพิ่มปริมาณแป้งและโปรตีนให้สูง
ขึ้น มีน้ำหนักมากขึ้น หัวโตเร็ว หัวใหญ่ ได้เปอร์เซ็นต์แป้งสูง  นี้คือ เป้าหมายสุดท้ายแห่งความสำเร็จ
กระบวนการ "TUBERIZATION"   กับกลไก การลงหัว"
เป็นกระบวนการที่เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับเซลล์เนื้อเยื่อเจริญ (Meristem cell) ที่อยู่บริเวณปลายรากของมันสำปะหลัง เมื่อมันได้รับสารบางตัวใน "แอคซอน" (AXZON) ซึ่งเป็นเสมือนฮอร์โมนที่จำเป็นที่ทำให้เซลล์ดังกล่าวก็จะขยายตัว (Cell Enlargement) เพื่อรองรับการสะสมแป้งและโปรตีน อีกทั้งเซลล์ก็ยังจะแบ่งตัว (Cell Division) ในแนวขวาง (Lateral Growth) และหยุดการแบ่งตัวในแนวยาว (Elongation Growth)เพื่อให้เกิดการขยายเซลล์รากให้บวมขึ้นเป็นหัว (Tuber) และเปลี่ยนหน้าที่เซลล์ (Cell Differentiate) เพื่อทำให้ Stolon หรือ Root เปลี่ยนมาทำหน้าที่สะสมอาหารแทน
การลงหัว (Tuberization) จะดีขึ้นและหัวมีขนาดใหญ่ขึ้น ยังขึ้นอยู่กับระดับน้ำตาลในต้นมันสำปะหลังด้วย ดังนั้นการสังเคราะห์แสง(Photosynthesis) ที่ดีและสมบูรณ์จะช่วยให้การลงหัวดีและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ดังนั้นการที่เราอาจจะเลียนแบบธรรมชาติโดยการไม่ต้องพึ่งพาการสังเคราะห์แสงแต่เพียงอย่างเดียว แต่มีการเลียนแบบ

ธรรมชาติโดยการให้น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวตัวเดียวกันกับที่พืชสังเคราะห์แสงได้ ป้อนให้กับมันสำปะหลังด้วยก็จะช่วยให้มีการลงหัวที่ดีขึ้นและสุดยอดขึ้น ดังนั้นการใช้ "ซูการ์-ไฮเวย์"(ZUKAR-Highway) ร่วม ด้วยจึงมีความจำเป็น นี่คือ..คำตอบ ในการพัฒนาผลผลิตมันสำปะหลังในยุคใหม่แห่งโลกอนาคตทางการเกษตร
ช่วงอายุประมาณ 60-90 วันจะเป็นช่วงอายุ(Growth Stage) ของมันสำปะหลังที่จะเปลี่ยนการเจริญเติบโตมาเป็นการ"ลงหัว"เพื่อสะสมอาหารที่หัว มันจะมีการสังเคราะห์ฮอร์โมนตัวหนึ่งขึ้นมาควบคุมกระบวนการลงหัว(TUBERIZATION) ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้มันสำปะหลังสังเคราะห์ขึ้นได้เองตามธรรมชาติซึ่งต้องอาศัยความสัมพันธ์ของปริมาณแสงและอุณหภูมิที่เหมาะสม แต่ถ้าความสัมพันธ์ของแสงและอุณหภูมิ ไม่สัมพันธ์กัน มากไปหรือน้อยไป มันก็ไม่เพียงพอต่อการสร้างฮอร์โมนตัวนี้ การลงหัวก็จะสะดุดและลงหัวได้ไม่ค่อยดี หรือไม่มีการลงหัว มัวแต่หลงทาง และงามแต่ต้นงามแต่ใบ ไม่มีหัวหรือมีหัวจำนวนน้อย ถ้าฮอร์โมนตัวนี้เพียงพอการลงหัวก็จะดี ทุกอย่างเป็นกระบวนการทางชีวเคมี(Biochemistry) ซึ่งเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ที่พิสูจน์ได้ ถึงกลไกต่างๆ ถ้าเราเลียนแบบธรรมชาติโดยการสร้างสารบางอย่างหรือฮอร์โมนบางอย่างที่มัน พร่องหรือมันขาดแคลนและนำสารหรือฮอร์โมนนั้นๆมาทดแทนในส่วนที่ขาดแคลนนี้ให้ แก่พืชได้ พืชย่อมดีใจและสามารถทำหน้าที่ในกระบวนการต่างๆต่อไปได้อย่างสมบูรณ์ (ในภาพ: มันอายุ 5 เดือน ทำหน้าที่"ลงหัว" เกือบหมดแล้ว ไม่ว่าจะรากเล็ก รากน้อย เปลี่ยนเป็นหัวเกือบหมด รอก็แต่ขยายหัวและ"ลงแป้ง"เท่านั้น)
ต่อไป..เมื่อปลูกมันสำปะหลัง คราใด ให้มั่นใจในกระบวนการ "Tuberization" ด้วย "แอคซอน" และ
"ซูการ์-ไฮเวย์" "หัวดก หัวใหญ่ น้ำหนักดี มีเปอร์เซนต์แป้งสูงให้มั่นใจ.. "ออร์กาเนลไลฟ์   เราดูแลทุกระบบการทำงานภายในของพืชอย่างรู้จริง
ผมก็เป็นบุคคลหนึ่งที่ทำการศึกษาค้นคว้าและดูงานวิจัยเกี่ยวกับมันสำปะหลัง และลงดูสภาพจริงในไร่ปลูกที่เกี่ยวข้องกับงานที่ศึกษาค้นคว้าอยู่  โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง สิ่งที่ผมพบกลับกลายเป็นเรื่องที่ง่ายๆ จึงจับประเด็นและลงมือทดสอบกระบวนการทำงานต่างๆของมันสำปะหลัง ประกอบกับใช้ควบคู่กับปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญคือ "เรื่องดิน" และปัจจัยรองๆที่ตามมาคือเรื่องของ พันธุ์ เรื่องของปุ๋ย เรื่องของระบบน้ำ เป็นส่วนเสริม ที่ให้ความสำคัญมากคือ "ดิน"และ"กระบวนการทำงานภายในของพืช"อย่างมันสำปะหลัง วิธีการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังให้ได้มากกว่า 10-20 ตันต่อไร่ จึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว เพียงแค่กระบวนการแรก "กระบวนการสั่งราก"(Root Cell Revitalization) ถ้าทำได้ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้วครับ และมีทำวิธีการง่าย ๆ ให้สำเร็จได้ด้วย  ด้วยการทำให้ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่เราปลูกลงไปในแปลงมีรากออกมามากที่สุด เพราะถ้ารากมากก็มีสิทธิ์กลายเป็นหัวได้มาก  หัวมันสำปะหลังจะไม่ดกหรอกถ้ามันมีรากน้อย  ผลผลิตต่อต้นมันก็จะไม่ได้ 15-20 กก.หรอกถ้าท่อนมันตอนแรกมันออกรากมาแค่ 5-6 ราก  ควรทำให้รากออกมากที่สุดตอนปลูกเป็นใช้ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้พันธุ์พันธ์เทวดา แค่ทำให้รากออกมาเยอะและสมบูรณ์เป็น"รากสะสมอาหาร" ก็เพียงพอที่จะชนะไปครึ่ง
ทางแล้วครับ






รากคือหัว  หัวคือราก                                                                               
นี่คือ คำตอบของการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังให้ได้มากกว่า 10 ตันต่อไร่
กว่า 10 ปีที่เราเหล่านักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ทางการเกษตร พยายามค้นหาคำตอบว่า ทำอย่างไรเราจึงจะเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังให้ได้ผลผลิตมากกว่า 10 ตันต่อไร่ เพราะที่ผ่านมาผลผลิตมันสำปะหลังของไทยจะอยู่ประมาณ 3-4 ตันต่อไร่   ปัจจัยอะไรที่มีผลต่อการลงหัวของมันสำปะหลัง
             1.  สายพันธุ์ หลายคนหลายหน่วยงานก็มุ่งเน้นไปที่สายพันธุ์ มีการพัฒนาสายพันธุ์ต่าง ๆ ออกมาอย่างมากมาย มีการโฆษณาทั้งที่เป็นความจริง และ เกินความจริง มีทั้งที่กรมวิชาการเกษตรรับรองพันธุ์และไม่รับรองพันธุ์ ไปชมแปลงสาธิตแล้วตัดสินใจซื้อมาปลูกกันมากมาย แต่ผลผลิตมักไม่เป็นเป็นไปตามที่เห็น ในแปลงทดลองหรือแปลงสาธิต ผิดหวังกันไปตาม ๆ กัน เลยมีคำถาม ตามมามากมาย ว่าทำไมเราไปยืนดูเขาที่แปลงสาธิตด้วยตาตัวเอง เขาได้ 18 ตันต่อไร่ แต่พอเรานำต้นพันธุ์มาปลูกเอง กลับได้แค่ 4-5 ตันต่อไร่เหมือนเดิม
             2.  ปุ๋ย   มีการพัฒนาและปรับปรุงปุ๋ยสูตรต่าง ๆ เพื่อมาทำให้มันลงหัว มีสารระเบิดดินชนิดต่าง ๆ ตามมามากมาย ทั้งที่ขายถูก และ ที่ขายแพงกันมาก ๆ ก็มีแต่หลังจากที่เกษตรกรหลายรายนำไปใช้แล้วผลผลิตก็ออกมาใกล้เคียง  4-5 ตันเหมือนเดิมต่อไร่
             3.  ระบบน้ำ   หลายกลุ่มหันมาทำน้ำหยด มีการโฆษณา ให้เกษตรกรหันมาทำมันสำปะหลังน้ำหยดกัน
น้ำก็มีส่วนช่วยให้มันสำปะหลังมีผลผลิตเพิ่มขึ้นจากที่เคยผลิตได้ 3-4 ตันต่อไร่ กลายเป็น 6-8 ตันต่อไร่ แต่ทั้งนี้ก็ต้อง อาศัยเลือกสายพันธุ์มันสำปะหลังที่ดี และพยายามเติมปุ๋ยชนิดต่าง ๆ ลงไปจำนวนมาก
ในส่วนตัวของผมยังยืนยันอยู่ตลอดเวลาว่า กระบวนการที่สำคัญมีอยู่ 3 กระบวนการ นั้นคือ
“1 พื้นฐาน 3 กระบวนการ”   มีกระบวนการ “สั่งราก” (Root Cell Revitalization)  กระบวนการ “สั่งลงหัว” (Tuberization)   กระบวนการ “สั่งแป้ง” (Starch Biosynthesis)
ในธรรมชาติ
Photoperiod หรือระยะเวลาที่พืชได้รับแสงต่อวันและอุณหภูมิจะมีผลต่อการลงหัวของพืชตระกูลที่มีการลงหัว เมื่อช่วงเวลารับแสงเหมาะสม และอุณหภูมิที่ลดต่ำลงพืชจะสังเคราะห์ “Jasmonic acid” (JA) ที่ใบและหลังจากนั้นก็จะถูกเคลื่อนย้ายไปยังลำต้นที่ทอดเป็นแนวราบไปตามดิน (Stolon) หรือราก  (Root) จนทำให้เกิดหัวเป็นแนวรัศมี (Radial  Growth) เป็นจำนวนมาก      
“การลงหัว”                 เกิดจากการเปลี่ยนแปลงระดับเซลล์ ที่เซลล์เนื้อเยื้อเจริญ (Subapical meristem cell) ที่อยู่บริเวณ
ปลายรากและปลายยอดของพืช หลังจากได้รับ Jasmonic acid (JA) ในปริมาณที่เหมาะสม ก็จะเกิดการ
เปลี่ยนแปลงที่โครงสร้างเซลล์ดังนี้




             1. Cell Enlargement (การขยายตัวของเซลล์)  เซลล์จะมีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับการสะสมแป้งและโปรตีน   
             2. Cell Division (การแบ่งตัวของเซลล์)  เซลล์เริ่มแบ่งตัวในแนวขวาง (Lateral) และหยุดแบ่งตัวในแนวยาว  (Elongation) ทำให้เกิดลักษณะบวมขึ้นเป็น “หัว”      
            3. Cell Differentiation (การเปลี่ยนสภาพและหน้าที่)  ทำให้เกิดการเปลี่ยน Stolon หรือ Root ไปทำหน้าที่
ให้เหมาะสม  สะสมอาหารและเซลล์ท่อลำเลียง (Vehicle tube Cell) ก็เปลี่ยนสภาพเพื่อทำให้การลำเลียงอาหารมาสะสมที่หัว อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกและง่ายขึ้น อาหารถูกสะสมได้มากขึ้นที่หัว การสังเคราะห์แสงเพื่อให้ได้ปริมา ณระดับน้ำตาลที่สูงจะช่วยให้การลงหัวดีและมีขนาดใหญ่ขึ้น
เมื่อได้รับ “AXZON” (Jasmonic acid , Glutamic acid and Organic acid compound) จะช่วยให้เซลล์บริเวณ Storage Root มีขนาดใหญ่และมีจำนวนมากขึ้นทำให้พร้อมสะสมแป้งและโปรตีนมากขึ้น อีกทั้งการเคลื่อนย้ายโปรตีนและแป้งทำให้ง่ายขึ้น หัวเลยใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว


การแช่"ซาร์คอน"(SARCON)
        SARCON:ไม่ใช่ฮอร์โมนเร่งราก ไม่ใช่สารเคมีฆ่าเพลี้ยฆ่าแมลง ไม่ใช่สารเคมีกำจัดโรคพืช แต่เป็นกรดอินทรีย์สังเคราะห์หลายตัวที่ทำหน้าที่ๆสำคัญต่างๆต่อกระบวนการทำงานทางชีวเคมี(Biochemistry) และทำหน้าที่ได้ในหลายๆด้าน)
ความจำเป็นที่ต้องแช่ท่อนพันธุ์ ด้วย"ซาร์คอน"(SARCON)
คุณประโยชน์ 3 ประการของสารสำคัญที่มีอยู่ใน "ซาร์คอน"(SARCON)
1. กระตุ้นกระบวนการ Revitalization ระบบเซลล์รากพืช อาทิ การสร้างราก"Tuberous root"(รากสะสมอาหาร) ให้ได้ปริมาณมากๆ
2. กระตุ้นกระบวนการสร้างภูมิคุ้มกันโรคพืช( Systemic Acquired Resistances: SAR) อาทิ ป้องกันโรครากเน่า-หัวเน่า โรคใบไหม้ต่างๆ
3. กระตุ้นการสร้างเกราะป้องกันแมลงและโรค(Agglomeration of Colliods Aggregrate) อาทิ ป้องกันเพลี้ยแป้ง
และหนึ่งในนั้นคือกระบวนการ"Revitalize" เซลล์รากและสร้างสัดส่วนราก"Tuberous root"(รากสะสมอาหาร)กับราก"Fibrous root"(รากหาอาหาร) ที่เหมาะสมในปริมาณที่มากพอต่อการสร้างเป็น"Tuber"(โดยผ่านกระบวนการTuberization) และอีกหนึ่งในนั้นก็คือ"กระบวนการสร้างเกราะป้องกันเพลี้ย" ด้วย"Orthosilisic acid" ที่แตกตัวเป็นสารในรูป"Polymer" และเข้าสู่กระบวนการ" Polymerization" จนเปลี่ยนรูปเป็นสาร "Colloids" และเข้าสู่กระบวนการ"Agglomeration" เพื่อเปลี่ยนรูปให้เป็นผลึกแข็ง(Colloids Aggregrate) และถูกเคลื่อนย้ายไปที่"ผนังเซลล์"(Cell Walls) ต่อไป ผนังเซลล์ก็จะแข็งแบบ"ผนังคอนกรีต" ยากซึ่งที่ปากเพลี้ยจะมาเจาะดูด แปลงอื่นอาจจะมีเพลี้ยมาเจาะน้ำเลี้ยงได้ง่ายและปล่อยเชื้อไวรัสไว้ แต่เราป้องกันไว้ดีกว่า การใช้ยาเคมีดูดซึมจะฆ่าเพลี้ยที่เป็นพาหะนำเชื้อไวรัสใบหงิกได้ ตัวเพลี้ยมันตายไปแต่มันก็ปล่อยเชื้อไวรัสไว้ในพืชแล้ว พืชได้รับเชื้อก็ติดโรคไปแล้ว  เมื่อพืชได้รับ "ซาร์คอน" (SARCON) ในใบพืช ซิลิคอนจะสะสมมากในชั้นผนังเซลของเซลผิวนอกชนิดต่าง ๆ (epidermal cells) ได้แก่ bulliform cell, Cork cell, guard cell, long cell, micro-hair, prickle hair, silica cell, subsidiary cell และสะสมน้อยในเซลชั้นกลาง (mesophyll cells) และระบบท่อลำเลียง (vascular bundle cells) และระบบท่อลำเลียง (vascular bundle cells) ซิลิคอนช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงปกป้องการบุกรุกของศัตรูพืชและสภาพแวดล้อมเลวร้ายต่าง ๆ ปกติพืชได้รับ Silicon ทีละน้อยจากการดูดซึมทางรากและเคลื่อนย้ายไปยังผนังเซลที่สะสมซิลิคอน เมื่อถูกกระตุ้นซิลิคอนจะรวมตัวกันเป็นชั้นโพลิเมอร์ในผนังเซลในรูป silicon – cellulose membrane ช่วยทำให้ผนังเซลแข็งแรงขึ้นเพื่อป้องกันตนเอง มีส่วนผสมของกรดซิลิซิคหรือซิลิคอนในรูปที่ละลายน้ำได้ และสามารถซึมผ่านเข้าไปในพืชได้ง่ายและรวดเร็ว เป็นสารช่วยสร้างความต้านทานโรคและแมลงให้แก่พืช โดยกรดซิลิซิคในรูปที่ออกฤทธิ์ได้ (Orthosilicic acid) จะช่วยเสริมสร้างโครงสร้างพืชให้แข็งแรงโดยเฉพาะในชั้นเซลล์ผิวนอก(Epidermis) กรดซิลิซิคสะสมในผนังเซลล์และจะรวมตัวเป็นชั้นโพลิเมอร์(polymer)ปก ป้องพืชเมื่อถูกกระตุ้นจากการบุกรุกของโรคและแมลง กรดซิลิซิคยังช่วยทำลายพิษที่ได้รับจากศัตรูพืชและยังช่วยส่งเสริมการ สังเคราะห์และการออกฤทธิ์ของสารต้านทานโรคและแมลงที่พืชสร้างขึ้นเองเช่น phytoalexins, flavonoids เป็นต้น
 
             กรดซิลิซิคที่รวมตัวกันเป็นชั้นของโพลิเมอร์( Layer of Polymers) เพื่อปกป้องพืช ก็ยังทำหน้าที่ในการทำให้พืชทนทานต่อสภาวะเครียดต่างๆ จาก ความแห้งแล้ง ความร้อน ความหนาวเย็น ความเค็มของดิน ฯลฯ ได้ดี ทำให้พืช ทนแล้ง ทนร้อน ทนหนาว ทนเค็มได้ดี อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาดินเปรี้ยวและรักษาความชุ่มชื้นในดินได้ ช่วยให้รากพืชแข็งแรง หาอาหารได้เก่ง ตลอดจนคุณสมบัติอีกอย่างที่กรดซิลิซิคสามารถทำหน้าที่ได้ดีคือการปลดปล่อยธาตุอาหารที่ตกค้างในดินโดยเฉพาะฟอสเฟต และจับยึดสารพิษตกค้างในดินบางชนิดไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่พืชและไปทำลายพืช
การแช่ท่อนพันธุ์ด้วย "ซาร์คอน"(SARCON)
ไม่ใช่เป็นการแช่"ฮอร์โมนเร่งราก" เพื่อให้รากเยอะอย่างเดียว(เพราะ"ซาร์คอน"ไม่ใช่ฮอร์โมนเร่งราก แต่เป็นกรดอินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อกระบวนการ"Revitalize" เซลล์ราก) แต่การแช่"ซาร์คอน"ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้ได้รากเยอะๆและที่สำคัญรากนั้นๆต้องเป็นราก"Tuberous root"(รากสะสมอาหาร) ให้ได้ปริมาณมากพอจากกระบวนการทำงานในระบบเซลล์รากที่สมบูรณ์ เมื่อได้"รากสะสมอาหาร"ที่มากพอก็รอเข้าสู่"กระบวนการลงหัว"(Tuberization) ด้วย"แอคซอน"(AXZON) ต่อไป
   นี่เพียงแค่หนึ่งในหลายๆคุณประโยชน์ของกรดอินทรีย์ที่มีอยู่ใน"ซาร์คอน"หลายๆชนิด ที่ทำหน้าที่ได้มากมายในระดับเซลล์ ทั้ง
1) Revitalize ระบบเซลล์ราก (รากมาก รากเยอะ รากแข็งแรง) และเป็นรากสะสมอาหารเป็นส่วนใหญ่
2) Systemic Acquired Resistances (SAR) กระบวนการภูมิคุ้มกันโรคเสมือนได้รับ"วัคซีน" (โรคใบไหม้ ใบหงิก โรครากเน่า โรคหัวเน่า โรคเหี่ยวเฉา บรรเทาและเบาบาง ลงไป)
3) Drought Tolerance  ต้านทานความแห้งแล้ง ความร้อน ทนทานต่อการเหี่ยว การขาดแคลนน้ำ
4) Agglomeration กระบวนการสร้างผลึกแข็ง( Colliods Aggregrate) ของ Orthosilisic acidเพื่อไปสะสมที่ผนังเซลล์ (Cell Wall)ทำให้ผนังแข็งแกร่งดุจคอนกรีต ป้องกันเพลี้ยต่างๆอาทิ ที่จะมาเจาะดูน้ำเลี้ยงและปล่อยเชื้อไวรัสไว้
5) Detoxicity ช่วยทำลายสารพิษตกค้างในดินที่จะทำอันตรายให้แก่พืช โดยการจับยึดไว้
6) Liberation of Nutrient ช่วยปลดปล่อยธาตุอาหารที่ถูกตรึงไว้ในดิน

1.   ขั้นตอนการเตรียมดิน  ให้หว่านซอยล์แอสท์ไร่ละ 50-100 กก  หลังจากไถขึ้นแปลงแล้ว  ให้ใช้รถไถใหญ่ 
           ใช้ผาล 2  หรือผาล 3 ไถดะ ตากดินไว้ 7 วัน   ใช้ระยะปลูกระหว่างแถว 120 ซม. ระหว่างต้น 80 ซม.



2.  ขั้นตอนเตรียมต้นพันธุ์   จะใช้ต้นพันธุ์ประมาณไร่ละ 200 ต้น ให้ตัดต้นพันธุ์ 
     ยาว 20 เซนติเมตร ต้นพันธุ์ 1 ต้น จะตัดได้ 10 ท่อน
 


3.  ขั้นตอนการแช่ท่อนพันธุ์   ขั้นตอนนี้สำคัญมาก เพราะมันสำปะหลัง รากคือหัวหัวคือราก ฉะนั้นหากเราอยาก    
      ได้หัวมาก หัวดก ๆ เราก็ต้องทำให้ท่อนพันธุ์มัน มีรากออกมามากที่สุดอย่างน้อย 200 - 300 ราก
             ขั้นตอนการแช่ท่อนพันธ์มันสำปะหลัง
                      1. ใช้ ซาร์คอน        200  ซีซี      ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ราก
                      2. ใช้ ออร์ซ่า           50   ซีซี       ช่วยดูดซึมเร็ว
                      3. ใช้ ซอยล์ไลฟ์     250  กรัม     ช่วยกระจายราก
                      4. น้ำ                         200  ลิตร    
                            (แช่ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง)
              รับรองรากออกมหาศาลครับ การแช่ ให้แช่ทั้งท่อนที่ตัดพร้อมปลูกเลยครับ  ถ้าปลูกจำนวนมาก
ให้แช่ท่อนพันธุ์ แล้วใส่กระสอบปุ๋ยหรือกระสอบป่านไว้ก่อน แล้วเก็บไว้ในที่ร่ม ทำล่วงหน้าได้ 3 วันครับ
ตัวอย่างการแช่ราก ด้วยวิธีดังกล่าวข้างต้นนะครับ

 
4. ขั้นตอนการปลูก
    ให้ปลูกระยะ 80 เซนติเมตรปักต้นมันให้ลึก 10 เซนติเมตรหรือครึ่งหนึ่งของท่อนพันธุ์ ปักลงไปตรง ๆ
     แล้วผลักให้ล้มเสมอดินหลังจากปลูกเสร็จให้ผสม ซอยล์ไลฟ์  250 กรัมต่อน้ำ  200 ลิตร ฉีดพ่นลงดินให้ทั่ว
5. ขั้นตอนการให้ปุ๋ยทางดินรอบที่ 1   เมื่อต้นมันปลูกไปได้ประมาณ 21-25 วัน ให้ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ออร์กรีน-พลัส
    สูตร 12-3-3  ผสมฮอร์โมนอาหารพืช(ชนิดเม็ด) กรีนอัพ  อัตรา 25 กก. + 25 กก.  และฉีดพ่นที่ดินด้วย ซอยล์ไลฟ์

6.  ขั้นตอนการให้ปุ๋ยทางใบ ขั้นตอนนี้เมื่อมันสำปะหลังอายุได้ 3 สัปดาห์ - 1 เดือน ให้ฉีดพ่น ไบโอเจ็ท อัตรา 100         
 กรัมผสมกับซาร์คอน 200 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตรฉีดพ่นทุก 7-10 วันอย่างน้อย 3-4 ครั้งจะทำให้ต้นมันสำปะหลังโตไวหนีหญ้า จะทำให้หญ้าโตไม่ทันและต้นมันสำปะหลังแข็งแรงพร้อมที่จะลงหัว
                  สรุปขั้นตอนนี้ใช้
                               1. ไบโอเจ็ท                     100  กรัม
                                2. ซาร์คอน                    200  ซีซี
                                3. น้ำ                              200  ลิตร       
                                   (ถ้าผสมในถัง 20 ลิตรก็ให้ลดสัดส่วนลง)
7.  ขั้นตอนการให้ปุ๋ยทางดินรอบที่ 2   เมื่อ มันสำปะหลังอายุ  75 - 90 วัน (2 เดือนครึ่ง - 3 เดือน) ให้ปุ๋ยทางดิน
     (ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ออร์กรีน-พลัส สูตร 12-3-3ผสมฮอร์โมนอาหารพืช(ชนิดเม็ด) กรีนอัพ  อัตรา 25 กก. + 25 กก.) 
8.  ขั้นตอนการ “สั่งลงหัว” (TUBERIZATION)  ขั้นตอนนี้สำคัญมากนะครับ
     หลายคนปลูกมันสำปะหลังมีแต่ต้นไม่มีหัว ก็เพราะว่าลืมสั่งให้มันลงหัว พอมันสำปะหลังอายุ 2-3 เดือนขึ้นจะ
พร้อมสะสมแป้งเพื่อเตรียมการลงหัว  แต่ถ้ามันสำปะหลังได้รับปุ๋ยทางดินที่มีธาตุไนโตรเจน(N) สูงเกินไปก็จะทำให้ลงหัวไม่ดีหรือที่บางคนเรียกว่า มันบ้าใบขั้น ตอนนี้ให้เราฉีดพ่น “แอคซอน” สาร “สั่งลงหัว” ในมันสำปะหลัง ซึ่งมีสารประกอบหลัก เป็นกรดอินทรีย์สังเคราะห์ที่จำเป็นต่อกระบวนการ TUBERIZATION เมื่อมันสำปะหลังได้รับสารตัวนี้ก็จะเริ่มลงหัว
ฉีดพ่น “แอคซอน”ในอัตรา  20 ซีซี ผสมกับออร์ซ่า 4 ซีซี ต่อน้ำ 1 ปี๊บ (หรือ 200 ซีซี + 40 ซีซีต่อน้ำ  200 ลิตร)
สรุปขั้นตอนนี้ใช้
1. แอคซอน               200 ซีซี
                         2. ออร์ซ่า                   40   ซีซี
                         3. น้ำ                          200  ลิตร
(ถ้าผสมในถัง 20 ลิตร ก็ให้ลดสัดส่วนลง)
 หมายเหตุ : “แอคซอน”  ฉีดพ่นเพียง “ครั้งเดียว”  เท่านั้น

9.  ขั้นตอนการขยายขนาดหัวมัน   เป็นขั้นตอนที่เราต้องการเพิ่มปริมาณแป้งและน้ำตาลในหัวมัน ขั้นตอนนี้
     จะทำให้เปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันเพิ่มขึ้นซึ่งมีผลตอนนำมันไปขาย และเป็นการขยายขนาดของหัวมันสำปะหลัง
     ให้โตดั่งที่เราต้องการ โดย ฉีดพ่นทุกๆ 10-15 วันครั้ง ฉีดได้เรื่อยๆ จนกว่าจะถอน 
                สรุปขั้นตอนนี้ใช้
                     1. ซูการ์-ไฮเวย์                         200  ซีซี
                     2. พาร์ทเวย์-เพาเวอร์-5         200  ซีซี
                     3. ออร์ซ่า                                   40    ซีซี
                       4. น้ำ                                  200  ลิตร       
                      (ถ้าผสมในถัง 20 ลิตร ก็ให้ลดสัดส่วนลง)

ทำครบทุกกระบวนการและครบทุกขั้นตอน รับรองผลผลิตเพิ่มขึ้นทะลุ 10-20 ตันอย่างแน่นอน 
สอบถามข้อมูลการปลูกมันสำปะหลังด้วยนวัตกรรมใหม่  ได้ที่ชมรมนวัตกรรมมันสำปะหลังไทย
โทร. 084-880-9595  หรือ  084-369-6633

ตารางการดูแลมันสำปะหลัง
ระยะ
การดูแลรักษา
การเตรียมดิน

ให้หว่าน ซอยล์แอสท์ ไร่ละ 50 -100 กก หลังจากไถขึ้นแปลง
แล้ว ให้ใช้รถไถใหญ่ใช้ผาล 2  หรือผาล 3  ไถดะ ตากดินไว้ 7 วัน
ใช้ระยะปลูกระหว่างแถว 120 ซม. ระหว่างต้น 80 ซม.
การแช่ท่อนพันธุ์
(Tuberous root Stage)

ตัดท่อนพันธุ์ความยาว 20 ซม. แช่ท่อนพันธ์ด้วย ซาร์คอน อัตรา 20 ซีซี 
ซอยล์ไลฟ์  อัตรา  25 กรัม  ออร์ซ่า  อัตรา  4 ซีซี  ผสมน้ำ  20 ลิตร  
เพื่อช่วยในการแตกเซลล์ราก  และป้องกันเพลี้ย  แช่ไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง
นำออกผึ่งไว้ในที่ร่ม

การปลูก

ปลูกระยะห่าง 80 ซม. ปักให้ลึก 10 ซม. หรือครึ่งหนึ่งของท่อนพันธุ์
 แล้วผลักให้ล้มลงนอนเสมอดิน

ปลูกได้ 7-14 วัน
( กระตุ้นแตกราก
กระชากแตกใบ)

ให้ฉีดพ่น ไบโอเจ็ท อัตรา 10 กรัม  ซาร์คอน  อัตรา 20 ซีซี และออร์ซ่า
อัตรา 4 ซีซี  ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุกๆ 7 -10 วันครั้ง  อย่างน้อย 3-4 ครั้ง
ฉีดพ่นให้เป็นละอองฝอยทั่วทั้งแปลง

ปลูกได้ 21-25 วัน
(ใส่ปุ๋ยทางดินรอบที่ 1)


ให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ออร์กรีน-พลัส สูตร 12-3-3 ผสมฮอร์โมนอาหารเสริมพืช(ชนิดเม็ด) กรีนอัพ  อัตรา 25 กก.+ 25 กก. และฉีดพ่นที่ดินด้วย ซอยล์ไลฟ์
อัตรา 25 กรัมต่อน้ำ  20 ลิตร
ปลูกได้ 75-90 วัน
(ใส่ปุ๋ยทางดินรอบที่ 2)


ให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ออร์กรีน-พลัส สูตร 12-3-3 ผสมฮอร์โมนอาหารพืช(ชนิดเม็ด) กรีนอัพ  อัตรา 25 กก.+ 25 กก.
ปลูกได้ 75-90 วัน
 (Tuberization)

ฉีดพ่น แอคซอน อัตรา 20 ซีซี และออร์ซ่า อัตรา 4 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร
ฉีดพ่นเพียง “ครั้งเดียว”  ฉีดพ่นที่ใบให้เป็นละอองฝอยทั่วทั้งแปลง

หลังปลูกได้ 120-150 วัน
(สั่งสร้างแป้ง)

ฉีดพ่น พาร์ทเวย์-เพาเวอร์-5 อัตรา 20 ซีซี  ผสมกับ ซูการ์-ไฮเวย์  อัตรา 20 ซีซี
และออร์ซ่า  4 ซีซี  ผสมน้ำ  20 ลิตร  ฉีดพ่นทุกๆ 10-15 วันครั้ง
ฉีดได้เรื่อยๆ 3-4 ครั้ง  ฉีดพ่นให้เป็นละอองฝอยทั่วทั้งแปลง

 
  ซาร์คอน  สารกระตุ้นการเจริญเติบโตและสร้างภูมิคุ้มกันโรคและต้านทานแมลง
คุณสมบัติ
           ซาร์คอนมีส่วนผสมของกรดอินทรีย์สังเคราะห์หลายชนิด อาทิ กรดซิลิซิคหรือซิลิคอนในรูปที่ละลายน้ำได้และสามารถซึมผ่านเข้าไปในพืชได้ ง่ายและรวดเร็ว เป็นสารช่วยสร้างความต้านทานโรคและแมลงให้แก่พืชโดยจะช่วยเสริมสร้างโครง สร้างพืชให้แข็งแรงโดยเฉพาะให้ชั้นเซลผิวนอก (Epidermis) กรดซิลิซิคสะสมในผนังเซลและจะรวมตัวเป็นชั้นโพลิเมอร์ปกป้องพืชเมื่อ ถูกกระตุ้นจากการบุกรุกของโรคและแมลง อีกทั้งยังช่วยทำลายพิษที่ได้รับจากศัตรูพืชและยังช่วยส่งเสริมการ สังเคราะห์และการออกฤทธิ์ของสารต้านทานโรคและแมลงที่พืชสร้างขึ้นเองเช่น phytoalexins, flavonoids เป็นต้น ทำให้พืชแข็งแรงมีภูมิคุ้มกันโรคหลายชนิดพร้อมกัน (Broad Spectrum) สามารถใช้เป็นวัคซีนป้องกันโรคพืชได้ ทำให้พืชทนต่อการระบาดและไม่เป็นโรคง่ายในใบพืช ซิลิคอนจะสะสมมากในชั้นผนังเซลผิวนอกชนิดต่างๆ (epidermal cells) ได้แก่ bulliform cell, cork cell, guard cell, micro hair, prickle  hair, subsidiary cell และสะสมน้อยในเซลชั้นกลาง (mesophyll cell) และระบบท่อลำเลียง (vascular bundle cells) ปกติพืชได้รับ silicon ทีละน้อยจากการดูดซึมทางรากและเคลื่อนย้ายไปยังผนังเซลที่สะสมซิลิคอน เมื่อถูกกระตุ้นซิลิคอนจะรวมตัวกันเป็นชั้นโพลิเมอร์ในผนังเซลในรูป silicon cellulose membrane ช่วยทำให้ผนังเซลแข็งแรงขึ้นเพื่อป้องกันตนเอง
           กรดซิลิซิคที่รวมตัวเป็นชั้นปกป้องพืช ยังช่วยให้พืชมีความทนทานต่อสภาวะเครียดต่างๆได้ดี เช่น ทนแล้ง ทนร้อน ทนหนาว ทนดินเค็ม เป็นต้น ในดินกรดซิลิซิคยังช่วยลดปัญหาดินเปรี้ยว ดูดซับน้ำและรักษาความชื้นในดิน ช่วยทำให้รากพืชแข็งแรง หาอาหารได้ดี กรดซิลิซิคในดินจะช่วยการปลดปล่อยปุ๋ยที่ตกค้างในดินโดยเฉพาะปุ๋ยฟอสเฟต และยังสามารถจับสารพิษที่ตกค้างในดินไม่ให้ดูดซึมเข้าไปทำลายพืชได้ ทำให้การเจริญเติบโตของพืชดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพิ่มคุณภาพผลผลิตและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ สามารถเห็นผลได้ชัดเจนในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เช่น ข้าว ข้าวโพด อ้อย เป็นต้น รวมทั้งพืชผัก ไม้ผล และไม้ดอกไม้ประดับ

ส่วนประกอบ
Orthosilicic acid  and additives



................................................................................
 ไบโอเจ็ท  สารกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชช่วยกระตุ้นให้พืชมีการแตกตาอย่างสม่ำเสมอ อาทิ  ตายอด ตาดอก ตาใบ
  ช่วยเพิ่มประมาณแห้ง  น้ำตาล  ฮอร์โมนต่างๆ ทำให้พืชฟื้นตัวเร็ว 
    หลังจากเก็บเกี่ยว หรือ ฟื้นตัวเร็วหลังจากโดนน้ำแช่ขัง
  ช่วยกระตุ้นให้พืชที่แคระแกรน เนื่องจากอากาศ ร้อนหรือหนาวเกินไป
    และพืชที่แพ้สารเคมีให้มีการเจริญเติบโตดีขึ้น
  สามารถใช้ผสมร่วมกับสารกำจัดศัตรูพืชได้หลายชนิด
  พืชดูดซึมเข้าทางใบและรากได้ดี

 ...........................................

ซอยล์ไลฟ์ (SOIL LIFE)
ซอยล์ไลฟ์” ( SOIL LIFE ) เป็นสารอินทรีย์เข้มข้นที่สกัดมาจากธรรมชาติ
มีประโยชน์อย่างยิ่งในการบำรุงดิน ปรับปรุงคุณภาพของดิน แก้ดินเป็นกรด
ซึ่งจะมีผลทำให้พืชเจริญเติบโตเร็ว แข็งแรง ออกดอกและผลดก ลดปัญหาการ
ระบาดของเชื้อโรคทางดิน อาทิ โคนเน่า โรครากเน่า โรคเหี่ยวเฉา ฯลฯ
และที่สำคัญคือช่วยให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ตลอดไป ช่วยเสริมการใช้ปุ๋ยอย่าง
มีประสิทธิภาพ ทำให้พืชดูดกับธาตุอาหารได้ อย่างเต็มที่ ซอยล์ไลฟ์
สามารถละลายน้ำได้ดีมาก จึงสามารถใช้กับระบบน้ำหรือฉีดพ่นได้
ซอยล์ไลฟ์ คุณค่า 2 พลัง
1.      พลังต่อดิน
2.      พลังต่อพืช                                                                    
พลังต่อดิน
1.        ช่วยปรับปรุงสภาพดินให้โปร่ง ร่วนซุย ไม่จับตัวแน่นแข็ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก ระบายน้ำดี
ช่วยอุ้มน้ำและออกซิเจน
2.        ช่วยปรับสภาพความเป็นกรด ด่าง (PH) ของดิน ทำให้ดินไม่เสื่อมง่ายจากการใช้ปุ๋ยเคมีต่างๆและ
ปลดปล่อยธาตุอาหารได้มากขึ้น
3.  ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ที่มีประโยชน์ในดิน ทำให้พืชได้รับสารอาหาร
     จากธรรมชาติได้ดี
1.           ช่วยให้พืชสามารดูดซึมธาตุอาหารทางรากได้มากขึ้นไม่ว่าจะเป็น ธาตุอาหารหลัก
              ธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริม จึงช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี พืชงามสมบูรณ์
5.  ช่วยส่งเสริมขบวนการไนตริฟิเคชั่นได้ดีขึ้น
6.  ช่วยลดอัตราการใช้ปุ๋ยลงได้ถึง 30 – 50 %
พลังต่อพืช
1.    ส่งเสริมการสร้างฮอร์โมนอ๊อกซิน (AUXIN) ในพืช เพื่อการกระตุ้นแบ่งเซลล์
เพื่อการเจริญเติบโตของพืช  พืชเติบโตเร็ว ใบเขียวใหญ่
2.   ช่วยเร่งการทำงานของเอ็นไซม์และวิตามินในเซลล์พืช ซึ่งมีผลต่อกระบวนการสังเคราะห์แสง เป็นต้น
3.    ช่วยให้พลังงานและขนส่งปุ๋ย สารอาหาร วิตามิน ฮอร์โมนและเอ็นไซม์ต่างๆในพืชจากรากหรือใบไปยัง
                 จุดที่พืชต้องการอย่างรวดเร็ว 
   4.  ช่วยรักษาสมดุลของประจุไฟฟ้า เคมีต่างๆในเซลล์พืชทุกเซลล์ ซึ่งมีความสำคัญมากในสิ่งมีชีวิต
เพื่อการเจริญเติบโตและแข็งแรงได้เต็มที่
5.  ช่วยเพิ่มกระบวนการสังเคราะห์โปรตีน เพิ่มจำนวน DNA ในเซลล์พืชและเพิ่มกระบวนการ
      สังเคราะห์  RNA
6.  ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของพืช เพื่อเพิ่มความต้านทานต่อสภาวะเครียดต่างๆ อาทิ
ความหนาวเย็น ความแห้งแล้ง

    
........................................................
 
แอคซอน  (AXZON)
             สารสั่งลงหัวdในพืชตระกูลลงหัวทุกชนิด อาทิ มันสำปะหลัง, มันฝรั่ง,
มันเทศ, หอม, กระเทียม, เผือก อื่นๆ ไม่ยอมลงหัว มัวแต่  หลงงามต้น  หลงงามใบ 
ต้องให้ AXZON ออกคำสั่ง มันฝรั่ง, มันสำปะหลัง, หอม, กระเทียม ถึงจะยอมลงหัว
นวัตกรรมใหม่สำหรับพืชมีหัวด้วยกระบวนการ Tuberization 
             AXZON มีส่วนผสมของกรดอินทรีย์และกรดจัสโมนิคที่ส่งเสริม
ขบวนการลงหัวให้พืช (Tuberization)
             AXZON  ทำให้พืชเปลี่ยนการเจริญเติบโตทางด้านยาว (Elongation growth) มาเป็นการเจริญเติบโต
ทางด้านกว้าง (Lateral growth) แทน โดย AXZON จะทำให้ระดับน้ำตาลในเซลล์สูงขึ้นทำให้เกิดการแบ่งเซลล์
ในแนวรัศมีของลำต้นมากขึ้นเซลล์ขยายตัวมีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้มีพื้นที่พร้อมที่จะสะสมแป้งและโปรตีนมากขึ้น
             AXZON ประกอบด้วยสารเคมีที่โดยปกติพืชลงหัวต้องสร้างขึ้นตามธรรมชาติในช่วงระหว่างเริ่มลงหัว AXZON จึงสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยไม่มีส่วนผสมของสารเคมีที่อันตรายไม่ตกค้างในผลผลิต
             คุณประโยชน์
              •  ช่วยกระตุ้นขบวนการลงหัวของพืช (Tuberization) โดยใช้กรดอินทรีย์เลียนแบบธรรมชาติ

                    ช่วยเพิ่ม  จำนวนเซลล์สะสมแป้งและเพิ่มขนาดเซลล์สะสมแป้งทำให้ได้หัวใหญ่ขึ้นมากขึ้น
                    •  ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ด้วยวิธีง่ายๆและประหยัด โดยการฉีดพ่นทางใบเพียงครั้งเดียว 
                    •  ปลอดภัย ไม่มีสารอันตราย ไม่มีสารตกค้าง
                    •  สามารถใช้ได้กับพืชลงหัวทุกชนิดโดยไม่เกิดอันตราย

      
 ...................................................................


ซูการ์-ไฮเวย์  (ZUKAR- Highway)
         ซูการ์ กรดอะมิโนเข้มข้น ละลายน้ำได้อย่างสมบูรณ์   พืชนำไปใช้ได้ทันที
และดูดซึมได้อย่างรวดเร็วทั้งทางราก ลำต้น กิ่งและใบ โดยเฉพาะในกรณีฟ้าปิด
1.             ซูการ์  เป็นสารพลังงานสูงที่พืชสามารนำมาสร้างฮอร์โมน และเอ็นไซม์
ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและการติดดอกออกผลของพืช
2.             ซูการ์  ช่วยให้การพัฒนาดอก และผล มีประสิทธิภาพรวดเร็ว ช่วยส่งเสริม
การผสมเกสร ลดการหลุดร่วงเพิ่มคุณภาพผล และปริมาณผลผลิต
3.             ซูการ์  ช่วยพืชที่อยู่ในสภาพเครียด หรือโทรม ทำให้พืชมีสารอาหารและพลังงาน
พร้อมในการติดดอกออกผล อย่างสมบูรณ์
4.             ซูการ์  ช่วยเพิ่มคุณภาพของผลผลิต เร่งความหวาน ทำให้ผลไม้มีรสชาติดี เนื้อดี เนื้อแน่น
Zukar คุณประโยชน์
          เหมาะสาหรับพืชในช่วงที่ต้องการพลังงานมากกว่าปรกติ เช่น ช่วงแตกใบอ่อน ช่วงการออกดอก
           ช่วงติดผล และช่วงเร่งความหวาน เป็นต้น
          ช่วยให้พืชทนต่อสภาพแห้งแล้งและหนาวเย็นได้ดี
คุณสมบัติพิเศษ
  ให้พลังงานทันทีโดยไม่ต้องผ่านขบวนการสังเคราะห์แสง(Photosynthesis)
    ช่วยเพิ่มพลังงาน และอาหารสะสมให้พืช
  ช่วยปรับสมดุลของสารอาหารและฮอร์โมนภายในพืชตามหลัก
สมดุลยศาสตร์  ทำให้พืชสมดุลแข็งแรง
    เติบโตได้เร็ว ให้ผลผลิตที่ดี มีน้ำหนักสูง
  พืชแข็งแรงดี จึงมีความทนทานต่อสภาพอากาศที่วิกฤตได้ดี อาทิ ความหนาวเย็น หรือความแห้งแล้ง
  ก่อนพืชออกดอก ต้องการใช้พลังงานมากกว่าปรกติ เพราะต้องมีการสะสมอาหารเพื่อการออกดอก
    พืชจึงจำเป็นต้องได้รับพลังงานทางด่วน เพื่อกิจกรรมดังกล่าว และต้องเป็นแหล่งพลังงานที่พืชนำ
    ไปใช้ได้ทันที
  มีธาตุอาหารรองที่จำเป็นต่อการสร้างคลอโรฟิลด์ อันทำให้ช่วยขบวนการสังเคราะห์แสงให้ดีขึ้น
  มีอะมิโน แอซิค ในรูปที่พืชสังเคราะห์ได้เองตามธรรมชาติ จึงใช้เป็นอาหารสะสมให้พืชทันที
  มีธาตุอาหารหลักที่ช่วยในขบวนการขนถ่ายน้ำตาลไปสะสมที่ผล ทำให้พืชที่มีผลและผลไม้มีรสชาติดี
 

 
......................................................................

พาร์ทเวย์ ไอพีพี-เพาเวอร์ 5  (Pathway Ipp Power- 5)
สารตั้งต้นในกระบวนการชีวเคมีสำหรับพืช ช่วยสร้างสารสะสมต่างๆ ในพืช 
อาทิ  แป้ง น้ำมัน น้ำยาง น้ำตาล สารหอมระเหย  อื่น ๆ
คุณประโยชน์
           ช่วยเพิ่มการสะสมน้ำมันและไขมัน ใช้เพิ่มผลผลิตปาล์มน้ำมันและ
             เหมาะกับการนำไปใช้เพิ่มผลผลิตแก่พืชให้น้ำมันทุกชนิด
           ช่วยเพิ่มการสะสมน้ำยาง เพิ่มผลผลิตน้ำยาง เพิ่มคุณภาพร้ำยาง
             ให้ข้นขึ้นมีเปอร์เซ็นต์ยางสูงและมีโมเลกุลยาวมากขึ้น
           ช่วยเพิ่มการสะสมแป้งในพืชหัว เช่น มันสำปะหลัง มันฝรั่ง เผือก เป็นต้น
           ช่วยเพิ่มการสะสมน้ำตาล เพิ่มผลผลิตให้กับอ้อย ช่วยเพิ่มคุณภาพและความหวานให้กับผลไม้ทุกชนิด
           ช่วยเพิ่มพลังงานช่วงพืชมีสภาพไม้สมบูรณ์หรือสิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสมจากความร้อนความแห้งแล้ง
คุณสมบัติที่เหนือกว่า
           เป็นผลิตภัณฑ์ที่นำสารอาหารตั้งต้นที่พืชจะได้จากการสังเคราะห์แสงตามธรรมชาติ เพื่อนำไปใช้ใน
            การผลิตสารสะสมในพืชทุกชนิด มาให้กับพืชโดยตรง
           เพิ่มสารตั้งตันในขบวนการผลิตน้ำมันในพืชที่ให้น้ำมันทุกชนิด เช่น ปาล์มน้ำมัน ถั่วเหลือง  ทานตะวัน   
            ฯลฯ ในต้นยางสารตั้งต้นเหล่านี้จะถูกใช้ในการผลิตน้ำยางโดยตรง ทำให้น้ำยางที่ได้  มีขนาดโมเลกุลที่ยาว
            ขึ้นและน้ำยางมีคุณภาพมากขึ้น
            เป็นสารตั้งต้นในการผลิตสารสะสมในพืชชนิดต่างๆ ได้ทุกชนิด เช่น พืชสะสมแป้ง พืชสะสม น้ำตาล
           ให้สารตั้งต้น โดยตรงแก่พืช ซึ่งในธรรมชาติจะไดสารนี้จากการสังเคราะห์โดยเฉพาะพืชชนิด C4 และ    
            CAM  ในการเปลี่ยน Pyruvate และ cetyl-CoA ซึ่งเป็นจุดเริ่ม ต้นในการเปลี่ยนไขมัน น้ำมัน  น้ำยาง   
            แป้ง น้ำตาล  ตามขบวนการสังเคราะห์ของพืชแต่ละชนิด
           สารตั้งต้นที่พืชจะสังเคราะห์ขึ้นหลังจากที่ได้ปุ๋ยไนโตรเจนไปและช่วยเพิ่มพลังงานทำให้พืชเจริญเติบโต
            และเพิ่มสารสะสมอย่างรวดเร็วยังมีแมกนีเซียมในรูป คีเลท และโปตัสเซียม ซึ่งช่วยให้พืชสังเคราะห์
            แสงได้ดีขึ้น                                                                                                                                      
           และยังเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญในการต่อสายโมเลกุลของน้ำมันและน้ำยาง ทำให้เพิ่มคุณภาพของสาร
           สะสมต่างๆในพืช  
................................