วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2558

"ออนไลน์ ออนล้าน" สไตล์..ออร์กาเนลไลฟ์

ไฟล์เอกสารคลิ๊กที่นี่  >> http://organellelife.com/pdf/org%20online%20handbook.pdf





"ออนไลน์ ออนล้าน" สไตล์..ออร์กาเนลไลฟ์
ขั้นตอนเบื้องต้น
ขั้นตอนที่สมาชิกสามารถทำได้เลย(เพราะเรามีภาพ"ผลงานของสินค้า"ทั้งเก่าและใหม่กว่าหลายหมื่นภาพ รอท่านอยู่แล้ว)
1) ต้องมี สมาร์ทโฟน( ยี่ห้ออะไรก็ได้ ราคาย่อมเยา เลือกที่ใช้งานง่าย) เพราะเราต้องทำงานบนสมาร์ทโฟน ได้
2) สมัครเฟซบุ๊คส่วนตัว(กรณีคนที่ยังไม่มี) และคลิ๊กเพิ่มเพื่อนโดยสมัครเข้ากลุ่มต่างๆที่เป็นเป้าหมายทางการเกษตรและ กลุ่มเป้าหมายทางคนทำธุรกิจเครือข่ายขายตรงออนไลน์ (อาทิ กลุ่ม มันสำปะหลัง 30 ตัน กลุ่มเครือข่ายผู้ปลูกพริกและผักเศรษฐกิจ  กลุ่มเกษตรก้าวใหม่ New ฯลฯ หรือกลุ่มคนทำธุรกิจทางออนไลน์ อาทิ กลุ่มงานเสริม,งานออนไลน์ กลุ่มตลาดออนไลน์ โฆษณาฟรี โพสต์ฟรี  กลุ่มงานออนไลน์ ธุรกิจเครือข่ายมาแรง ฯลฯ) และดูชื่อคนที่มาโพสต์หรือคนที่มาแสดงความคิดเห็นบ่อยๆในแต่ละโพสต์ เลือกส่งคำขอเป็นเพื่อนกับเขาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
(โดย วิธีหากลุ่ม: ให้เข้าไปที่เฟซบุ๊คส่วนตัวของ PaccaponSriklai (www.facebook.com/paccapon.sriklai) แล้วไปดูที่"กลุ่ม" ว่ามีกลุ่มอะไรบ้างที่เราสนใจ และกลุ่มนั้นๆมีสมาชิกเยอะๆ)
3) สมัคร เฟซบุ๊ค แฟนเพจ" ( FacebookFanpage )
4) แต่งตั้ง PaccaponSriklaiเป็น Admin ร่วม (ผู้ดูแล) ในเบื้องต้น เพื่อช่วยเหลือในระยะแรกๆเท่านั้น (แต่ไม่บังคับ)
5) สร้างหน้า" เฟซบุ๊ค แฟนเพจ"( FacebookFanpage) ให้สมบูรณ์ที่สุด โดยเริ่มโพสต์ผลงานของสินค้าและกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งโพสต์ตัวสินค้า หรือบทความดีๆที่เป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับสินค้าลงไปได้ และบรรยายให้กินใจและได้ใจความแบบ โดนๆ เนื้อหา (Content) ต้องมีความแตกต่าง แบบไม่ใช่ ตั้งหน้าตั้งตาจะมาโฆษณาแต่สินค้า เพราะคนจะไม่รับ      ( ให้ทำ "โฆษณา เหมือนไม่ได้โฆษณา )
6) เชิญชวนเพื่อนของตัวเองในเฟซส่วนตัว ให้เขาเข้ามาคลิ๊ก "ถูกใจ"(Like) หน้า"แฟนเพจ"(Fanage) ของเราเพื่อเพิ่มยอดไลค์(Like)
7) โปรโมทเพจ(โฆษณาเพจ) กับเฟซบุ๊ค ในช่วงต้นๆ เพื่อให้คนรู้จักเพจเรามากขึ้น ให้เป็นเพจยอดนิยมเร็วขึ้น( โดยเฉลี่ยเท่าที่ทำมาจ่าย 500 บาท/วัน จำนวน 7 วัน เป็นเงินประมาณ 3,500 บาท จะมีคนมา Like (ถูกใจ) ประมาณ 3,500 คนหรือประมาณ Like(ถูกใจ) ละ 1 บาท)
8) ลงโพสต์เด็ดๆ โดนๆ  แล้วโฆษณาโพสต์ที่เด็ดๆ โดนๆ กับเฟซบุ๊คโดยเริ่มต้นที่อัตรา 500บาท/7วัน และเลือกกลุ่มเป้าหมายที่บ่งชัดด้วย(สถานที่,อาชีพ,พืช,อายุ ฯลฯ) ตัวอย่างเช่น เลือกกลุ่มเป้าหมาย เป็นผู้ปลูกมันสำปะหลัง อายุระหว่าง 20-60 ปี จากนั้นเฟซบุ๊คจะหากลุ่มเป้าหมายที่เข้าถึงเรามาให้เรา ประมาณ 12,500-25,000คน/7วัน/ 500 บาท เราก็รอดูจำนวนคนที่กด"ถูกใจ"(Like)หลายร้อยหรือหลายพันคน (ถ้าโพสต์ของเราโดนใจ) และในหลายร้อยหลายพันคนที่กด"ถูกใจ"เราเขาอาจเป็นลูกค้าหลายสิบคนที่สั่ง ซื้อสินค้าจากเราก็เป็นได้
9) พยายามโพสต์รูปภาพหรือกิจกรรมต่างๆเอง ในเพจของตัวเอง มากกว่าการแชร์(Share)
10) เทคนิคการโพสต์ เราต้องศึกษาเพิ่มเติมจากคู่มือที่บริษัทจัดไว้ให้หรือศึกษาตามหนังสืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องตามร้านหนังสือที่มีจำหน่าย
11) ต้องการดูตัวอย่างการโพสต์ ให้เข้าไปหาดูได้ในแหล่งต่างๆดังกล่าวนี้
      11.1) เฟซบุ๊ค" PaccaponSriklai "  (www.facebook.com/paccapon.sriklai)
     11.2) เพจ" บริษัทออร์กาเนลไลฟ์(ประเทศไทย) จำกัด (www.facebook.com/organellelife.org )
     11.3) เพจ "นวัตกรรมมันสำปะหลังไทย สู่มันสำปะหลังโลก " (www.facebook.com/Cassava30ton )
12) ถ้าอยากได้ภาพและข้อมูลอื่นๆ ที่มีประโยชน์ในแต่ละเรื่องของบริษัทให้เข้าไปหาได้ที่เพจ (Page)ต่างๆของทางบริษัท
      12.1) เพจ "ยาสูบเงินล้าน " (www.facebook.com/pages/ยาสูบเงินล้าน/431771140269455?ref=hl )
      12.2) เพจ" รับรักษายางตายนึ่ง ยางหน้าตาย " (www.facebook.com/PathwayEraser1 )
      12.3) เพจ" นวัตกรรมชีวเคมี-Biochemistry " (www.facebook.com/pages/นวัตกรรมชีวเคมี-Biochemistry-  
      12.4) เพจ "ศูนย์สุขภาพพืช " (www.facebook.com/PlantHealthCenter)            
      12.5) เพจ "แอคซอน-AXZON สั่งมันลงหัว " (www.facebook.com/axzon.org )
      12.6) เพจ" กระบวนการลงหัวTuberization " (www.facebook.com/pages/กระบวนการลงหัว-)
      12.7) เพจ" Organellelife Passive Income " (www.facebook.com/pages/Organellelife-Passive-)
     12.8) เพจ " ศูนย์ธุรกิจ ODSC " (www.facebook.com/ORG.ODSC)
 13) บริษัทเรายังมี"เฟซบุ๊ค กลุ่ม"(Facebook Group) อีก 4 กลุ่ม ที่เราสามารถเข้าไปหาข้อมูลทั้งภาพและบทความดีๆ ที่   ปักหมุดไว้ในแต่ละกลุ่ม ( หมายเหตุ: กลุ่ม "มันสำปะหลัง 30 ตัน ให้เข้าไปดูได้แต่ไม่แนะนำให้ โพสต์  )
     13.1) กลุ่ม "มันสำปะหลัง 30ตัน "
13.2 )กลุ่ม "พลิกชีวิตด้วยธุรกิจเกษตรแนวใหม่ "
13.3 )กลุ่ม " ยางพารายุคใหม่ "
13.4 )กลุ่ม "เกษตรเงินล้าน "


สรุปอันดับและขั้นตอนการเริ่มต้น
1) เปิดเฟซบุ๊ค ส่วนตัว
2) เพิ่มเพื่อนให้ได้มากที่สุด
3) เปิดเฟซบุ๊ค แฟนเพจ
4) แต่งตั้ง Paccaponเป็นแอดมิน(ผู้ดูแล)
5) โพสต์ภาพและบทความลงใน เพจ ให้ต่อเนื่อง
6) เชิญชวนเพื่อนในเฟซส่วนตัว มาถูกใจ (Like)เพจ
7) โฆษณาหน้าแฟนเพจ(Fanpage) กับFacebook ในช่วงแรก เพื่อเพิ่มคนให้มาถูกใจ (Like) ได้เร็วขึ้น มีจำนวนมากขึ้น
8) โฆษณาโพสต์ในเพจ ที่น่าสนใจและคิดว่าโดน กับ Facebook ( กรณีที่ไม่โฆษณากับFacebookก็ได้แต่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายช้ามาก)
9) เข้าไปที่หน้าเพจ ทุกวันเพื่อ "เพิ่มโพสต์" และ "ตอบเพจ" (ควรตอบคำถามเพจให้รวดเร็ว อย่า..ล่าช้าเพราะจะสูญเสียโอกาส
ยังมีเทคนิคอื่นๆ อีกมากมายที่จะบรรยายให้สมาชิกได้ทราบเพิ่มเติมในการเปิดอบรมเป็นระยะๆไป หรือหาอ่านได้ในเอกสารที่ทางบริษัทจัดไว้ให้
( หมายเหตุ: สถิติโฆษณาโพสต์กับเฟซบุ๊ค สูงสุดเท่าที่ได้ทำมา 1,000บาทต่อ7วันมีผู้เข้าถึงได้มากถึง 98,000คน มีคนถูกใจ 4,900กว่าคน(โพสต์ถอนมันสำปะหลังของคุณสมพร ทองดีนอก ในเพจ"นวัตกรรมมันสำปะหลังไทย สู่มันสำปะหลังโลก)

"1 คน 1 แสน " คือเป้าหมายแรก ที่จับต้องได้
สอนให้ใครก็ได้ที่สนใจ ให้เขาใช้"โซเชียล มีเดีย"(Facebook ,Line ฯลฯ)เป็นเครื่องมือให้ได้อย่างอยู่หมัด โดยเราจัดเนื้อหาในการโฆษณา"ผลงานของสินค้า"เพื่อนำพาสู่กลุ่มเป้าหมายหลาย สิบล้านคนที่อยู่ใน"ชุมชนเฟซบุ๊ค"(ซึ่งมีมากกว่า35ล้านคนในเมืองไทย) ใครดีใครได้ไป ครับท่าน
หน้าที่เราคือ หาคนมาเรียนรู้และสอนให้เขาทำจริง ลงมือจริง เอาใจใส่จริง อาทิตย์ละครั้ง ครั้งละ10คน ถ้าเกิดผลจะมีคนทำงานเดือนละ40คน ผ่านไป3เดือนทุกคนมียอดขายคนละ50,000บาทอย่างต่ำ ทีมท่านก็จะมียอดขายเดือนละ2,000,000บาท และทุกคนใต้สายงานไปทำแบบเดียวกัน อะไรจะเกิดขึ้น  ก็ โบนัส "Power Leg" ที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้อย่างไงล่ะครับ รายได้เดือนละหลายแสนบาท ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ





 
เทคนิคการสร้างรายได้ง่ายๆ
“ออนไลน์  ออนล้าน”  สไตล์  ออร์กาเนลไลฟ์
  1. เนื้อหาสาระ ที่นำเสนอตรงใจกับลูกค้า
เมื่อเรากำหนดเป้าหมายกลุ่มลูกค้าได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ต้องเตรียมการเรื่องข้อมูลที่จะนำเสนอให้ลูกค้าได้อ่านกัน
คนที่อยู่ในเฟซบุ๊กเขาเสพ เขาส่องอะไรกันบ้าง? แบรนด์ของเราจะสร้างความแตกต่าง นำเสนอข้อมูลอะไรให้ลูกค้าโดนใจเขาเข้าไปเต็มๆ
  1. 1 เนื้อหาที่จะโพสต์ต้องตรงใจลูกค้า
  2. 2 ไม่ขายกันอย่างโจ่งแจ้ง หรือโพนทะนาความเก่งยอดเยี่ยมของตัวเอง
  3. 3 ขอให้เป็นเนื้อหา บทความ รูปภาพที่ดูง่าย สบายตา อ่านแล้วสบายใจ

  1. หลักการโพสต์ง่ายๆ เพื่อให้คนอ่านชอบ
ตั้งโจทย์ที่จะโพสต์ก่อนว่าเราจะโพสต์เพื่ออะไร  และแต่ละโพสต์เราจะให้อะไรบ้างกับผู้อ่าน เมื่อได้แล้วก็เริ่มเตรียมเนื้อหา
  1. 1 เขียนให้สั้น ไม่ต้องเขียนให้ยาว พรรณนา เวิ่นเว้อ  สั้นกระชับ ได้ใจความ แต่ต้องมีอรรถรส
  2. 2 เล่าเรื่องให้เป็น  : เขียนให้เหมือนเราเล่านิทานให้เด็กฟัง มีเสียงสูงต่ำ เสียงตัวประหลาด เสียงพระ เจ้าชาย หมาป่าฯ เล่าให้เห็นภาพ
  3. 3 เห็นแล้วต้องอ่าน  : โพสต์ไว้คำแรก วลีแรก ย่อหน้าแรก ไม่ต้องเหน็บไว้ตอนท้าย เพราะคนจะอ่านก็ตรงจั่วหัวเหมือนหนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวเอาให้โดนตั้งแต่ตอน แรก
  4. 4 อ่านให้ได้คิด  :  ผู้อ่านนำไปคิดต่อได้เอง ไม่ต้องสรุปทุกอย่าง ให้ผู้อ่านตอบคำถามของเขาเองให้ได้
 เนื้อหาเตรียมให้พร้อมศึกษาตัวเราเองให้กระจ่าง พร้อมแล้วก็ออกไปคุยกับผู้อ่านด้วยการโพสต์เนื้อหาที่ตรงกับใจกัน

  1. ขายเรื่องราว อย่าขายสินค้า บริการ (Sell story , don’t sell your product! )
ถามว่าแล้วจะทำอย่างไร ขายอย่างไร คำตอบคือ“ขายโดยไม่ต้องขาย”
เนื้อหาส่วนใหญ่ เป็นข้อคิด มุมมอง กิจกรรม ที่มัน..เข้าไปถึงใจคนอ่าน  อ่านแล้วต้องผงกหัวตาม พร้อมทั้งกด Like และ Share บทความเนื้อหานั้นๆ
  1. 1 เนื้อหา ความรู้ เฉพาะทางเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของ เรา ผู้อ่าน อ่านแล้วได้ความรู้ ทราบได้เลยว่าเจ้าของเพจ เป็นมืออาชีพ หรือมีความชำนาญในเรื่องเหล่านั้น เรียกได้ว่าเป็น “เทพเดินดิน”ใช้ภาษาง่ายๆ อ่านแล้วเข้าใจ ไม่ต้องใช้ศัพท์ทางเทคนิค หรือเฉพาะทางมากเกินไป มีตัวอย่างเทียบเคียงประกอบ เนื้อหาบทความไม่จำเป็น แค่รูปเราสามารถที่จะใช้คลิปวีดีโอสั้นๆ 1-3 นาที เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจได้ทั้ง ภาพ เสียง ข้อความ ครบสมบูรณ์
  2. 2 คำคม คำอวยพร แรงบันดาลใจ ธรรมะ เป็นบทความที่ช่วยสร้างสรรค์สังคมบนโลกออนไลน์ให้น่าอยู่ ผู้คนได้อ่านแล้วคิดไปในทางที่ดี มีกำลังใจ มองเห็นแนวทางในการแก้ปัญหาชีวิตการงานเราไม่ทราบได้หรอกว่าผู้อ่านจะมี ปัญหาอะไรในชีวิตอยู่บ้าง แต่บ่อยครั้งที่ คำคม คำอวยพร แรงบันดาลใจ และหลังธรรม ที่เราโพสต์ไปนั้นไปโดนใจทำให้เขาได้คิด ได้สติ
  3. 3 กิจกรรมเพื่อสังคมที่เกี่ยวข้องกับเพจของเราเอง หรือไม่เกี่ยวข้องในทางตรง แต่เราเป็นผู้ช่วยเผยแพร่ต่อ จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ ในเรื่อง CSRให้กับแบรนด์แฟนเพจของเรา
สำรวจบทความหรือเนื้อหาที่เราเตรียมจะโพสต์ ช่วยตอบโจทย์ผู้อ่านได้ในมุมมองประเด็นใดได้บ้าง
  1. ความรู้: ต้องเป็นความรู้จริง ที่ผู้อ่านต้องการจะได้รับทราบ
  2. ข้อเท็จจริง:  เรื่องราวข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ สถานการณ์
  3. ข้อคิดเห็น:  ความเห็นส่วนตัวของเราคืออะไร
  4. แนวทางปฏิบัติ  :  แนวทางที่ควรทำเป็นหลักเกณฑ์ทั่วไปที่ควรปฏิบัติ
  5. วิธีการแก้ปัญหา  :  ทางออกของปัญหาต่างๆ ควรแก้ไขอย่างไร
  6. ข้อคิด เตือนสติ:เตือนใจจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง
  7. แรงบันดาลใจ  :  กำลังใจ มุมมองเชิงบวก เพื่อให้ผู้อ่านได้ตื่นจากภวังค์
  8. ข้อแนะนำ:  ควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร
  9. ข้อเสนอแนะ:  บทสรุป ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหาเหตุการณ์ใดๆ

ช่องทางสร้างแบรนด์ให้คนรู้จักบนโลกออนไลน์
เมื่อพูดถึงช่องทาง สร้างแบรนด์บนเฟซบุ๊กผมโฟกัสว่า เป็นแบรนด์ใหม่ของเรานะครับ ไม่ว่าจะเป็นสินค้า หรือแบรนด์ส่วนบุคคล เพราะทั้งหมดเราต้องทำเอง ไม่เหมือนกับแบรนด์ดังๆ ที่มีชื่ออยู่แล้วทั้งในโลกแห่งความจริงและในโลกออนไลน์ บริษัทแบรนด์ยักษ์ใหญ่ ส่วนใหญ่แล้วจะมีทีมที่จะทำงานทางด้านนี้กันอย่างจริงจังครับ  ส่วนพวกเราเข้ามาคนเดียว solopreneurลุยทั่วไปคนเดียว  เราไม่ได้ทำแบรนด์ เพื่อแข่งกับแบรนด์ดัง แบรนด์ใหญ่ เราทำแบรนด์ให้กับสินค้าหรือตัวตน เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือ ความมั่นใจ  สร้างตัวตนให้โลกได้รู้จักเท่านั้นดังนั้นช่องทางที่เราจะช่วยสร้างแบรนด์บน เฟซบุ๊ก นอกจากจะประกอบด้วยชื่อแบรนด์ ความเป็นตัวตน  บทความ  เนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์แล้ว ช่องทางที่จะมาช่วยแพร่กระจายข่าวสารโพสต์ให้กับเราก็จำเป็นที่จะต้องทำควบ คู่กันไปด้วยครับ
5 ช่องทางหลักSocial Media ช่วยสร้างแบรนด์
  1. Facebook Account Profile เฟซบุ๊กส่วนตัวหรือ Account Profileเป็น ช่องทางเบื้องต้นที่จะเป็นตัวกระจายแฟนเพจในการสร้างแบรนด์ของเราครับ ทุกครั้งที่เราโพสต์บทความต่างๆลงในหน้าแฟนเพจ เราควรจะ Tag บทความรูปภาพนั้นกลับมายังหน้าไทม์ไลน์ของเราเพื่อให้เพื่อนๆของเราได้เห็น โพสต์นั้นๆ นะครับที่สำคัญรูปภาพ หรือข้อความเหล่านั้นต้องไม่เป็นการขายสินค้านะครับเป็นบทความที่ให้ความรู้ กำลังใจ แนวคิด คำคม กำลังใจ เหล่านี้จะเป็นการสร้างแบรนด์ให้เพื่อนๆเราได้จดจำไปเรื่อยๆ บอกต่อกันไปเรื่อยๆครับ แบรนด์จะเกิดไม่ใช่การที่เราขายของแบบ hardcore นะครับ อย่างนี้อาจจะได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่ไม่ถาวร  แต่ถ้าจะเป็นการไว้วางใจกันแล้วจะขายอะไร บอกอะไรเขาก็เชื่อ เขาก็ซื้อครับ เขาไม่ได้ซื้อสินค้านะครับ แต่เขาซื้อความเป็นแบรนด์
  2. Facebook Group  กลุ่มของเฟซบุ๊ก ที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้า และบริการของเราเป็นช่องทางที่เราจะเข้าไปแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับเรื่อง นั้นๆ และแนบ Link ของหน้าแฟนเพจของเราให้แต่ละคนเข้ามาติดตามต่อครับ 
ข้อพึงระวังอย่างหนึ่งนะครับ ปัจจุบันมี facebook Group จำนวนมากที่ถูกเปิดขึ้นมา แล้วนำมาใช้กันผิดวิธีคือ ผู้เปิดก็เปิดมาให้คนเข้าไปร่วมในกลุ่ม แล้วต่างพากันโพสต์ขาย ขาย แล้วก็ขาย สินค้า  หลายคนก็ใช้โปรแกรมที่ช่วยในการโพสต์ขายสินค้าในกลุ่มอัตโนมัติ  อย่างนี้ไม่ใช่วิถีของการสร้างแบรนด์ เพื่อทำเงินนะครับ แต่เป็นการขายแบบตีหัวเข้าบ้านครับ อาจจะพอขายได้แต่มันไม่ยั่งยืนครับ  เพราะโดยส่วนใหญ่กลุ่มทีเปิดขึ้นมาก็มักจะเป็นพ่อค้าแม่ค้าด้วยกัน ไม่มีใครสนใจที่จะซื้อ สนใจแค่ขายครับ จะทำให้เราเสียเวลาเปล่าครับ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่เราขายในกลุ่ม แต่อยู่ที่เราควรนำความรู้และประเด็นที่เป็นประโยชน์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ความมั่นใจ ความน่าไว้ใจให้กับคนในกลุ่ม จนเขามั่นใจเรา เขาก็จะซื้อสินค้าบริการเราเอง  เรียกว่าน้ำซึมบ่อทรายครับ  ไม่ต้องเร่งรีบขายกันจนออกหน้าออกตา จะทำให้เกิดความรำคาญเสียมากกว่าครับ
  1. Twitter เราสามารถที่จะกระจายโพสต์บทความของเราไปยัง Twitter  ได้อย่างง่าย เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงแบรนด์ของเราได้อีกช่องทาง ผมจะไม่กล่าวถึงว่า ต้องสร้างบัญชี Twitter อย่างไรนะครับ แต่จะแนะนำให้ท่านติดตั้งแอพพลิเคชั่นที่ช่วยประหยัดเวลาในการโพสต์ข้อความ จากเฟซบุ๊ก ไปยัง Twitter ได้ทันที ที่สำคัญฟรี ครับ
  2. Instagramถ่ายรูปกิจกรรมสินค้าเพื่อสร้างแบรนด์การถ่าย รูปตัวเอง หรือกิจกรรมที่เกี่ยวกับการสร้างแบรนด์ผ่านทาง IG และแชร์กลับมายัง เฟซบุ๊ก จะเป็นการช่วยในการรับรู้และเข้าถึงแฟนเพจและแบรนด์ของเราได้มากยิ่งขึ้น
อะไรบ้างที่เราควรทำบน IG
  • เปิดตัวสินค้า หรือกิจกรรมส่งเสริมการขายในรูปแบบต่างๆ เพื่อส่งลูกค้าจาก IG กลับมายังเฟซบุ๊ก
  • ข้อมูลของสินค้าเพียงพอให้ผู้ที่สนใจสั่งซื้อสินค้าหรือติดตามกิจกรรม ควรไปในทิศทางเดียวกัน
  • เทคนิคอย่างหนึ่งก็คือการใช้ # HASHTAGS ให้เป็นประโยชน์นะครับอย่าลืมตั้ง HASHTAGS เป็นของตัวเองในกิจกรรมนั้นๆ จะช่วยเพิ่มยอดผู้เข้าชมและสร้างการรับรู้แบรนด์ และเพิ่มยอดขาย
  1. YouTube คลิปวีดีโอต่างๆ เป็นอีกหนึ่งช่องทาง ที่จะช่วยในการสร้างกระแสโปรโมตแบรนด์ของเรานะครับ สร้างClip VDO ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า แบรนด์ของร้านแล้ว Upload ขึ้นไปยัง YouTubeแชร์คลิปดังกล่าวกับมายังเฟซบุ๊ก เป็นเทคนิคขั้นพื้นฐานที่แต่ละท่านควรจะทำกันให้ได้นะครับ
อย่างแรกในการที่จะใช้ YouTube ท่านต้องมี User ของ YouTube นะครับ ไม่ยากครับสมัคร อีเมล์ Gmail หลังจากนั้นก็สมัครใช้ YouTube ได้เลย
หัวข้อ (Title) คือหัวเรื่องของคลิปวีดีโดว่าเป็นเรื่องอะไร รายละเอียด (Description) เนื้อหาของคลิป เราต้องการสื่ออะไร สิ่งสำคัญคือต้องมีการใส่ Link เฟซบุ๊กของเราไว้ด้วยแท็ก (Tag) คำค้นหาเกี่ยวกับคลิปนั้นๆ เช่นการพัฒนาตัวเอง กำลังใจ เครื่องสำอาง เป็นต้น เมื่ออัพโหลดเรียบร้อย กดปุ่มเผยแพร่ Clip เราก็สามารถใช้งานได้ นำ Clip ดังกล่าวไปโพสต์ในหน้า Timeline ของเพจได้เลยครับ
5 ช่องทางหลักที่จะช่วยกันดึงคนเข้ามา Link เพจ ติดตามแบรนด์ของเรานะครับ ข้อควรคำนึงการสร้างแบรนด์ต้องสร้างภาพลักษณ์ที่ดี สร้างภาพลักษณ์ที่ดีไม่ใช่การสร้างภาพให้ดูดีนะครับแต่ต้องมาจากความจริงใจ ใจจริงที่จะทำเพื่อผู้อื่น หรือเพื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ถ้าพร้อมกันแล้วก็ลุยกันได้เลยครับ ผู้คนรอพวกเรามาช่วยสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์กันแล้วครับ

แบรนด์ไม่เกิด เพราะแจ้งเกิดผิดวิธี
หลายคนวิ่งหาทางลัด สร้างตัวตน สร้างแบรนด์ชั่วข้ามคืน คุณอาจจะดังได้ แต่คุณก็ไม่ผ่านไป เป็นแบรนด์ได้อย่างแน่นอน เพราะวันนี้ดัง  พรุ่งนี้ มะรืน ก็ดับครับสร้างแบรนด์มันเหมือนเชื้อเพลิงดีเซลเผาไหม้ช้า ออกตัวช้า แต่เมื่อติดแล้ววิ่งฉลุย จะหวังจุดแล้วติดทันที นี่คงลำบากสักหน่อยครับ




กฎเหล็ก 16 ข้อ ในการโพสต์ลงเฟซบุ๊กที่ขอแนะนำว่า “ไม่ควรทำ”
เพราะมันอาจจะย้อนมาทำลายคุณได้ แบรนด์เป็นเรื่องละเอียดอ่อนถ้าจะมาทำกันแบบลวกๆ ก็ไปหาลูกชิ้นปลาลวกกินกันนะครับ แบรนด์ต้องอาศัยเวลา ความจริงใจ คุณภาพของบทความ และที่สำคัญความเป็นตัวตนของเรา

หากใช้วิธีต่อไปนี้ผมค่อยข้างมั่นใจว่า จะ “ดับ มากกว่า ดัง”
  1. วิ่งตามกระแส
เพจไหนดัง แนวไหนเกิด ก็จะกระโจนเข้าไปเล่นโดยไม่ได้สำรวจตัวตนว่าเราเป็นใคร เอากันแบบง่ายๆ ก็คือไม่ดูน้ำหน้าตัวเอง อยากดังแต่ไม่มีของเพราะเที่ยวไปก๊อบคนโน้นที คนนี้ที อย่างนี้จบ ไม่ผ่าน
  1. ชื่ออ่านยาก
เพจใหม่ชื่อ ปรมนฐปวีการณ์ ,axibmenzodo, gohinzhqeเป็นต้น จะยากไปไหนครับ พี่ทำเพจให้มนุษย์ชาวโลกเขาอ่าน เขาเข้าไปชมนะครับ ไม่ใช่อยู่ดาวอังคาร หรือมาจากดาวพลูโต เอาง่ายๆ ก็บอกกันไว้แล้วนะ สั้น จำง่าย
  1. ขาดความร่วมมือ
แบรนด์บนเฟซบุ๊กไม่ได้ทำกันคนเดียวนะ ผมเคยพูดถึง หุ้นส่วน ซึ่งเป็นรหัสลับสร้างแบรนด์ของมาร์ก สร้างความร่วมมือของหุ้นส่วน พนักงาน และคู่ค้าต่างๆ นะครับ ถ้าทุกคนไม่เข้าใจ แบรนด์ไม่เกิด เฟซบุ๊กเป็นแค่สื่อออนไลน์ แต่เราก็จำเป็นที่จะต้องสร้างแบรนด์ให้เกิดในโลกความเป็นจริงออฟไลน์ด้วย
  1. สัญญาลมปาก
แบรนด์จะพังก็เพราะรับปากไปเรื่อย ได้ครับพี่ ดีครับท่าน โอเคครับนาย การรับปากออกสื่อ มันก็เหมือนสัญญาที่มัดเราไว้แน่นนะครับ “บิดพลิ้วโกหก Fake แค่นิดเดียว โลกออนไลน์มัน Fake กันง่าย โกหกหลอกลวงกันเป็นอาจิณ” แต่ถ้าเราจะสร้างตัวตนให้เป็นแบรนด์ “ความจริงใจ” เป็นเรื่องแรกที่ต้องสร้างแม้แต่จะขายสินค้าบนอินเทอร์เน็ตถ้าลงตั้งต้น ด้วย   คำว่า “ขาย” ตามท้ายด้วยคำว่า “กำไร” รายไหนรายนั้นครับ “เจ๊ง” แต่ถ้าเปลี่ยนมุมมองจากการ “ใช้” ตามท้ายด้วยคำว่า “แบ่งปัน” รายไหนรายนั้นครับ “รวย”
  1. หว่านแหไปเรื่อย
ไม่รู้ว่าลูกค้าตัวเองเป็นใคร สนใจสิ่งไหน อยากได้อะไร สินค้าบริการ แบรนด์ของเราจะช่วยอะไรเขาได้ อย่างนี้จบครับ แบรนด์ไม่เกิด  จะได้แต่กระเป๋าแบนแฟนทิ้ง กลับบ้านไปเท่านั้นครับ
  1. ตีหัวเข้าบ้าน ยัดเยียดข้อมูล
เปิดมาก็ขาย เต็มหน้า Timeline หลับไปแล้ว ตื่นมาก็โปรโมชั่น หั่นราคากันเต็มหน้า Timeline จะขายกันไปถึงไหน ตีหัวเข้าบ้านอะไรกันขนาดนั้น เพลาๆ ลงหน่อย เดี๋ยวนี้เป็นยุคที่เรียกได้ว่า Overload Information เยอะเกิ๊น รับกันไม่หวาดไม่ไหว ปรับหน่อย เบานิด เอาให้คนอ่านสบายใจ แล้วอะไรดีๆ มันจะตามมา
  1. ไม่จริงจัง ขาดความต่อเนื่อง
ทำธุรกิจเป็นเรื่องของความต่อเนื่อง ถ้าเราสังเกตแบรนด์ใหญ่ เมื่อเขาออกผลิตภัณฑ์ใหม่ โปรโมชั่นใหม่ มีงบโฆษณามากมาย สิ่งที่เขาทำคือการยิงสปอร์ตโฆษณาลงในสื่อสาธารณะอย่างทีวี แบบถี่มาก มีทุกช่อง ยิ่งช่วงเวลาที่คนติดละครก็จะมีสินค้าแบรนด์ดังๆ มาคั่นเวลาอยู่เสมอ  พวกเราแม้ไม่มีเงินทุนมากมาย แต่เราสามารถสร้างความต่อเนื่องโดยการโพสต์บทความข้อมูลดีๆ สม่ำเสมอได้นะครับ เฟซบุ๊กเขาไม่ห้ามโพสต์บ่อยๆ แต่ขอให้โพสต์นั้นมีคุณค่าต่อผู้อ่าน จะได้เป็นการสร้างแบรนด์เราด้วย ถ้าไม่โพสต์ หรือโพสต์บ้าง ไม่โพสต์บ้าง อย่างนี้ไม่ต่อเนื่อง คนเห็นน้อย แบรนด์ก็ไม่เกิด เรียกว่า หยุดโพสต์ ธุรกิจก็หยุด
  1. ไร้อารมณ์
บทความ รูปภาพ ไม่ชวนให้สนใจ ไร้อารมณ์ ความรู้สึก ขาดการมีส่วนร่วมของผู้อ่านหรือลูกค้าหลักๆ มักจะมาจากเราไม่ได้มีทักษะในการเขียนให้น่าอ่าน การหารูปที่น่าสนใจ วิวทิวทัศน์ธรรมชาติ หรือ Clip VDO ที่เป็นประโยชน์ภาพลักษณ์ แบรนด์เราจึงไม่ชัด
  1. สร้างกระแสด้วยเรื่องเซ็กส์
หลายเพจดึงเอาเรื่องเซ็กส์ ไม่ว่าจะเป็นรูปเรทอาร์เรทเอ็กซ์ หรือจะเป็นคลิปวีดีโอก็ตาม เพื่อสร้างกระแสให้คนเข้าไปดู  กดไลค์ (บางคนก็ดูแต่ไม่กล้ากด) เพจประเภทนี้ไม่สามารถสร้างแบรนด์ตัวตนได้ เพราะส่อไปทางอนาจารเสียมากกว่า
  1. โหมข่าวการเมือง
การเมืองกับการสร้างแบรนด์เป็นเรื่องต้องห้าม ยิ่งบนเฟซบุ๊กยิ่งต้องห้ามนะครับ ไม่ว่าเราจะมีความคิดเห็นทางด้านใดขอให้สงวนท่าทีไม่พูดถึงได้เป็นเรื่องดี เมื่อใดการเมืองนำแบรนด์ รับรองได้ครับ เพจท่านจะอยู่ไม่สุข แบรนด์ท่านจะไม่มีโอกาสเกิดแน่นอน
  1. เวทีโจมตีคู่แข่ง
สร้างแบรนด์นะไม่ใช่สร้างศัตรู คู่แข่งไม่ใช่ศัตรูคู่อาฆาต แต่ถ้าเมื่อใดที่เราไปกระตุกหนวดเสือ เมื่อนั้นคู่แข่งก็จะกลับมาเล่นงานเรากลับ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เมื่อใดที่เราเปิดศึกเท่ากับเราทำลายแบรนด์ของเราเอง ผมไม่เคยเห็นใครลุกขึ้นมาด่าว่าโจมตีคู่แข่งอย่างดีก็แค่แข่งกันว่าใคร เด่นกว่ากันพอให้อีกฝ่ายต้องพลิกเกมเพื่อต่อสู้ไม่ต้องถึงกับขั้นใส่ร้ายโจม ตีกันสาดเสียเทเสีย
  1. ข้าเก่งสุดใน 3 โลก
คุยโม้โอ้อวด ไม่เหมาะกับวัฒนธรรมแบบไทยๆ นะครับ คนไทยชอบคนอ่อนน้อมถ่อมตน ถ้อยทีถ้อยอาศัย รู้ว่าเก่ง แต่ไม่ต้องเบ่งใส่คนอื่นนะครับ  เฟซบุ๊กเป็นเวทีกลางแจ้ง ถ้าอวดรู้ ขี้โม้มาก ก็จะโดนกลับมาไม่ใช่น้อยนะครับ เจียมตัวเข้าไว้เป็นคนธรรมดาที่พร้อมจะแบ่งปันความรู้ น้ำใจ จริงใจจะดีกว่าครับ
  1. ธุระไม่ใช่ สนในเรื่องชาวบ้าน
ไม่ว่าจะเป็นเพจส่วนตัว หรือหน้าแฟนเพจ เมื่อใดก็ตามที่เราแสดงออกถึงการเป็นคนละลาบละล้วง จุ้นจ้านเรื่องชาวบ้าน เพื่อนนี้เป็นอย่างนั้น ญาติคนนี้เป็นอย่างนี้ เป็นประเภทพวก Gossip ดาราแล้วล่ะก็แบรนด์ก็ดับตอนนั้นและครับ อย่ายุ่งเรื่องชาวบ้านเป็นดีที่สุด ให้กำลังใจ คำคม คำแนะนำ กลางๆได้ แต่ไม่ต้องถึงกับตัดพ้อต่อว่า ด่ากราดกันเลย
  1. ส่งข้อความก่อกวน
ผมเจอเยอะ หาคนรับออร์เดอร์ใครต้องการสมัครงาน ออนไลน์ ทำ 2 ชั่วโมงได้เงินเป็นล้าน นอนตีพุงสบายใจทั้งที่ไม่เคยรู้จักอะไรกันมากมาย ยิงข้อความเข้ามาประเภทนี้บอกให้รู้ว่า แบรนด์ไม่เกิดครับ ภาพลักษณ์ไม่มี ส่งข้อความมาก็เป็นการประจานตัวเอง เอาหน้ามาขาย แบรนด์จะเกิดต้องให้คนวิ่งเข้าหา เชื่อถือและศรัทธารักและเชื่อใจ ไม่ใช่การสร้างความรำคาญ
  1. ฝากร้านกันหน่อย
หนึ่งอย่างที่ไม่ควรทำหากจะทำธุรกิจใน เฟซบุ๊กเป็นสิ่งที่สำคัญมากเลยนะ เพราะมันคือจริยธรรมในการทำมาค้าขาย ทั้งในโลกออนไลน์ และออฟไลน์ นั่นคือ “การฝากร้านหน่อย” อยากให้ลองนึกภาพนะ หากเราเปิดร้านขายสินค้า เอาเป็นเครื่องสำอางนี่แหละ ให้เห็นภาพในตลาดนัดตั้งร้านเรียบร้อยวางสินค้าเสร็จสรรพนะ อยู่ดีๆ มีใครก็ไม่ทราบหอบหิ้วเครื่องสำอางมาวางบนชั้นวางของเราแล้วพูดไพเราะว่า ขอฝากสินค้าหน่อยนะ พอนึกภาพออกนะ มันเป็นมารยาทของแม่ค้า พ่อค้า ที่ควรศึกษา และลงมือปรับปรุงแก้ไขนะ หากต้องการความสำเร็จและสร้างมิตรภาพกันยาวๆ ในทุกๆธุรกิจเขามีต้นทุน อย่าใช้ความมักง่าย ในการสร้างธุรกิจตนเองด้วยการเหยียบคนอื่นขึ้นไปนะ
  1. Tag ระยับ
โพสต์ขายสินค้า Tag เพื่อนจนเต็มไปหมด ผมจะบอกอะไรให้สิ่งที่พวกเราทำกันอย่างนี้เขาไม่ได้เรียกว่า การสร้างแบรนด์หรือการขายนะครับ แต่สิ่งที่ทำนั้นเรียกกันว่า การขาดการศึกษา ไร้มารยาท Tag รูปภาพเขาไม่ได้มีไว้ให้ขายสินค้าโฆษณาแต่มีไว้เพื่อที่ว่าถ่ายรูปกับเพื่อน คนไหนจะได้ระลึกถึงกัน ยิ่งคุณTag มากเท่าไหร่แบรนด์คุณก็จะยิ่งน่าขยะแขยงมากเท่านั้นหมดโอกาสเกิดทั้งแบรนด์ รวมทั้งตัวคน Tag เองด้วยก็จะไม่มีใครคบทั้งโลกออนไลน์และออฟไลน์ จะเสี่ยงก็ลองดูได้นะครับ
เทคนิคการขายให้ได้เงินล้าน ในโลกโซเชียล
ผมฟันธงว่า “ขายความจริงใจ” เพื่อสร้างแบรนด์ สร้างคุณค่าในตัวเรา ในเพจของเราให้ได้ก่อน เมื่อลูกค้ารักเรา แบรนด์มันก็จะเกิด เขาก็พร้อมที่จะมอบความรักคืนมาให้เราด้วย การอุดหนุนสินค้าต่างๆจากเงินร้อย ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นหมื่น แสน ล้าน ก็ทำได้ครับ
หลักการสร้างแบรนด์ขายสินค้าอย่างไรให้ได้เงินล้าน จะให้แบรนด์ขายสินค้าได้นั้นผมมี 4 คำ ในการทำการตลาดบนเฟซบุ๊กที่ใช้เป็นประจำและได้ผลครับ

“ดี-ถูก-เร็ว-สม่ำเสมอ”ผมเรียกมันว่า“4 คำทำเงินล้าน”
  1. ดี:คือ ภาพรวมทุกอย่างต้องดูดี น่าเชื่อถือ ไว้ใจได้ ยินดีที่จะจ่ายเงิน เพื่อซื้อความน่าเชื่อถือไม่ใช่ซื้อสินค้านะครับ ลูกค้าซื้อต้องซื้อด้วยความน่าเชื่อถือด้วยความดี เพจดูดีสินค้าดีมีคุณภาพโพสต์สิ่งดีๆ ให้ประโยชน์
คนเราโดยส่วนใหญ่มักตัดสินใจทุกอย่างแค่เพียง 3-5 วินาทีที่เห็นดังนั้นการแต่งตัวทำเพจให้ดีๆโพสต์สิ่งดีๆ จะทำให้ลูกค้าเปิดใจเข้ามาชมสินค้าดีๆ
  1. ถูก:  ทุกอย่างต้องอยู่บนความถูกต้อง ราคาสินค้าถูก ถูกใจ ถูกคน ถูกเวลา บนโลกของโซเซียลราคาสินค้า ตรวจสอบได้ไม่ยาก แต่ลูกค้าจะซื้อหรือไม่ก็อยู่ที่ว่า ถูกใจ ถูกคน และถูกเวลาหรือไม่ แน่นอนแหละครับทุกอย่างจะถูกได้ก็อยู่ที่เราได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายเราไว้ อย่างไร กำหนดราคาสินค้าเหมาะสมหรือไม่ สำรวจตลาดคู่แข่งเป็นอย่างไร เรื่องราคาสินค้าสักนิด เราไม่จำเป็นที่จะต้องถูก เพื่อตัดราคาคู่แข่งนะครับ เพราะไม่อย่างนั้นตลาดจะพังแล้วเราเองก็อยู่ไม่ได้ แต่ต้องถูกเท่าที่เราอยู่ได้ ตลาดอยู่ได้ คู่แข่งอยู่ได้ไม่หมั่นไส้นะครับ
  2. เร็ว:  บนโลกออนไลน์ต้องการความรวดเร็วสิ่งที่เราต้องทำคือ เข้าตลาดให้เร็ว ลูกค้าถามต้องตอบให้เร็ว จัดส่งสินค้าให้เร็ว ยุคนี้เป็นยุคของ “ปลาเร็ว กินปลาช้า” ลูกค้าเปลี่ยนใจเร็วมาก  เราต้องสร้างทางด่วนให้แบรนด์ของเราเพื่อให้เข้าถึงและตอบสนองลูกค้าให้เร็ว ที่สุด สำคัญมากๆ ครับ เรื่องการตอบลูกค้าที่ถามคำถามมา เขาแทบจะรอไม่ได้เลยนะครับ ลูกค้าโดยส่วนใหญ่มักจะหวังว่าเขาถามแล้ว จะได้คำตอบเหมือนการพูดคุยกันตรงหน้านะครับ  ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือ นำหน้าร้านเรา หน้าเพจเรา ติดตัวไปตลอดเวลา  ตั้งค่าเพจไว้เป็นหน้าหนัก ในการเข้าเฟซบุ๊กเลยนะครับ ตั้งระบบการแจ้งเตือนคนสอบถามมาทาง Messenger หรือ Comment หน้า Timeline ให้เรียบร้อยนะครับ มัวจะรอตอบตอนว่างๆ มีหวังเสียงาน เสียออร์เดอร์เลยละครับ
  3. สม่ำเสมอ:  จะให้เข้ากับสุภาษิตก็ต้องบอกว่าเสมอต้นเสมอปลาย ใช่ครับ แต่ต้องมากกว่านั้น การโพสต์นำเสนอข้อมูลต้องมีอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่โพสต์ 1 วัน เว้นไป 2 วัน กลายเป็น 3 วันดีสี่วันไข้นะครับนอกจากการโพสต์ที่สม่ำเสมอแล้ว เรื่องของสินค้าก็คงต้องคงคุณภาพไว้เช่นกันนะครับ ไม่ใช่ว่าพอลูกค้าเริ่มติดคิดจะลดต้นทุน ลดโน่นนิดนี่หน่อย กลายเป็นสินค้าไม่ได้คุณภาพเหมือนเดิม งานจบลูกค้ากร่อย เงินก็หมด เพจก็โดน Unlike ความเชื่อถือก็หาย 

โพสต์อย่างไรให้ได้เงินล้าน
วกกลับมาที่ เนื้อหา บทความ รูปภาพ ที่จะเป็นเครื่องมือช่วยสร้างแบรนด์สร้างยอดขายให้กับเรา
  1. สร้างบทความ Content คุณภาพ อย่าสักแต่ว่าจะโพสต์รูปอะไร บทความอะไรครับ ขอให้เรียบเรียงบทความให้ดี ง่าย สั้น เข้าใจ อ่านแล้วให้ผู้อ่านได้คิด ได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราโพสต์เรานำเสนอ แล้วเขาจะติดตามความคิดเราเองครับ
  2. สร้างความสำคัญให้กับลูกค้าให้เขารู้สึกว่าเขาเป็นคนพิเศษโพสต์ สินค้าหรือบริการของเรา ต้องทำให้ลูกค้าเห็นถึงความสำคัญ ความจำเป็นที่จะต้องซื้อ ต้องใช้ ดังนั้นการกล่าวถึงอัตถประโยชน์ ในเรื่องทั่วไปแล้วลงท้ายด้วยช่องทางการสั่งซื้อสินค้าดูจะเป็นประโยชน์มาก ที่สุดกว่าการขายสินค้าแบบตรงๆ รูปภาพต้องดูน่าสนใจ น่าใช้ เนื้อหาอ่านแล้วตื่นเต้น ข้อมูลครบถ้วน
หลักสำคัญคือ “อย่าใส่ทุกอย่างลงในรูป เพราะจะทำให้สกปรกไม่น่าดู” แต่ให้นำข้อมูลมาไว้ในคำบรรยายภาพ หรือสินค้านั่นเอง
  1. หากิจกรรมกระตุ้นยอด  ประกวดรูปภาพ ก่อนใช้ – หลังใช้ รีวิวการใช้ หรือมีดาราพริตตี้ คนดัง เซเลปใช้สินค้า กล่าวถึงบริการของเรามาโพสต์ไว้ ก็จะเป็นตัวกระตุ้นยอดสินค้าหรือจัดโปรโมชั่นในช่วงเทศกาลตามความเหมาะสม 
  2. สร้างการมีส่วนร่วมในทุกๆ โพสต์กับลูกค้าของเรา หรือแม้เขาจะยังไม่เป็นลูกค้า แต่แสร้างการรับรู้ติดตามเราอยู่ใกล้ๆ
  3. ใช้สื่อ VDO เป็นตัวช่วยคลิป VDO จะได้ทั้งรูป เสียง การเคลื่อนไหว จะทำให้ลูกค้าเข้าใจได้ง่าย ทั้งนี้อย่าให้ความยาวของ VDO นั้นยาวจนเกินไป เวลาที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 3-5 นาที ทั้งนี้ให้พุ่งความสำคัญของ VDO ไปที่ 30 วินาทีแรก นะครับ ไม่ต้องเก็บไว้ตอนท้าย เพราะถ้าช่วงแรกไม่ตื่นเต้น ไม่ชวนติดตามโอกาสที่จะเปิดดูถึงตอนท้ายก็ไม่มีครับ
  4. คำคม แรงบันดาลใจการหล่อเลี้ยง สร้างชุมชน ในเฟซบุ๊ก การให้ความรู้ วิธีการ กำลังใจแนวทางในการแก้ไขปัญหา ดำเนินชีวิตกับผู้อ่าน เราในฐานะผู้คุมเกมต้องเข้าใจตรงจุดนี้ครับ ผู้คนในเพจที่ Like แฟนเพจเรา เขาไม่ได้ซื้อสินค้าเราทุกคน บางคนแค่ชอบวิธีคิด คำคม ของเรา บางคนชอบสินค้าของเราหลายรูปแบบ สิ่งที่เราต้องทำคือต้องความสมดุลระหว่างลูกค้าและผู้ที่สนใจในเพจครับ สร้างสังคมของเราให้มีผู้คนที่พร้อมจะชักชวนกันเข้ามา ถึงแม้เขาไม่ได้ซื้อนะตอนนี้ แต่นี่เป็นขั้นตอนที่สร้างความมั่นใจ เชื่อใจกันครับ อนาคตเขาจะเป็นลูกค้าที่ซื้อสินค้าซื้อแบรนด์เราเพราะเขารักเรา รักในสิ่งที่เราเป็น อุดหนุนในสิ่งที่เราทำครับ
  5. ใช้ข้อมูลเชิงลึก ปรับปรุง แก้ไขโพสต์ ผมได้พูดถึงข้อมูลที่เราต้องทำความรู้จักลูกค้าโดยใช้กราฟต่างๆแล้ว ตรงนี้แหละครับคือประโยชน์ที่เราจะได้นำมาใช้วิเคราะห์นำมาปรับปรุงข้อมูล รูปภาพ บทความ สื่อต่างๆที่เรานำเสนอว่าตรงกับสิ่งที่ลูกค้าเราต้องการมากน้อยแค่ไหน ชื่นชอบขนาดไหนกันครับ เมื่อพบข้อบกพร่องก็ปรับจุนให้เหมาะสมครับ
  6. สร้าง HASHTAGS (#) เพื่อขยายแบรนด์เพิ่มยอดขาย
HASHTAGS (#) คือคำค้นหาหลัก หรือที่เรียกกันว่าคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่ใช้เพื่อค้นหาของกลุ่มเพื่อนที่ต่างมีความสนใจเหมือนกัน เช่น สนใจเรื่องของ เพชร เครื่องประดับ ก็จะใช้ HASHTAGS ประมาณว่า #เพชร #เครื่องประดับ #Dimand เป็นต้น
ใช้ HASHTAGS (#) อย่างไรให้เกิดประโยชน์อย่า เยอะ หลายคนใส่เสียเยอะแยะในเรื่องเดียวกัน กะจะฟันทุกตลาด เช่น #เครื่องสำอาง #หน้าใส #ครีมกันแดด #ครีมรักษาฝ้า #ครีมรักษาสิว #คลินิกหน้าใส #ไร้สารปรอท #ไม่เป็นสิว #อยากสวย ฯลฯ คือในหนึ่งครั้งที่คุณโพสต์ใช้ HASHTAGS (#) เสียขนาดนี้ เรียกได้ว่าเนื้อหาสินค้า แบรนด์มีนิดเดียว ที่เหลือเป็นพื้นที่ของ HASHTAGS (#) อย่างนี้ เละครับ ความน่าเชื่อถือทั้งคนมอง และเฟซบุ๊กเองก็จะมองว่า เรากำลังสแปมHASHTAGS อย่างนี้มีโอกาสโดนแบนสูงครับ เลือกแต่พองามครับ ความเห็นผมว่า เราไม่ควรจะเกิน 3 คำในการทำ HASHTAGS (#) นะครับ เอาที่ตรงกับเราจริงๆ อย่างนี้จะเกิดประโยชน์สูงสุด ดูดี น่าเชื่อถือครับ
สิ่งที่เราต้องคำนึงอย่างหนึ่ง ในการใช้ HASHTAGS เพื่อสร้างแบรนด์คือ คำที่เราจะนำมาใช้ต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกับแบรนด์เสริมภาพลักษณ์ให้กับแบ รนด์
ผมยกตัวอย่างกิจกรรม CSR ของธนาคาร TMB ที่ชื่อว่า Invisible Thailand ที่เชิญชวนกันถ่ายรูปสถานที่ต่างๆ พฤติกรรมต่างๆที่ดูไม่ดีในสังคมไทย แล้วนำแชร์ในเฟซบุ๊กอินสตาแกรม และเชิญชวนให้ใช้ HASHTAGS #invisibleTHเพื่อให้เกิดการติดตามงานของหน่วยงานต่างๆ คือได้รับความสนใจและได้รับการแก้ไขกันอย่างจริงจัง ทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือแม้แต่คนทั่วไปก็ไม่นิ่งดูดาย ช่วยกันถ่าย ช่วยกันแชร์มากมาย เท่านี้แบรนด์ก็เกิด โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากมายครับ

วิธีการสร้างแบรนด์ขายสินค้าอย่างไรให้ได้เงินล้าน
วิธีคิดหลักการเราผ่านแล้ว มาดูเรื่องของวิธีการกันต่อครับ ผมเคยกล่าวไว้แล้วว่าเราจะต้องมีการจัดกลุ่มจัดระเบียบข้อมูลให้เป็นหมวด หมู่โดยใช้อัลบั้มรูปภาพเป็นตัวช่วยนะครับ นั่นคือจุดแรกที่จะเป็นบันไดสู่การสร้างเงินล้านจากแบรนด์บนเฟซบุ๊ก แฟนเพจมันเปรียบเสมือนเขื่อนขนาดใหญ่ที่เก็บกักน้ำไว้ครับ เราจะใช้ประโยชน์จากน้ำเหล่านั้นได้ ก็ต้องมี่ช่องทางระบายน้ำเปิดให้ออกมาใช้งานวิ่งสู่ที่นา เพื่อปลูกข้าว ปลูกผักนำไปใช้อุปโภคบริโภค เราต้องสร้างประตูนำของเราก่อน ประตูน้ำที่ผมกล่าวก็คือ เราต้องมีบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัวสัก 5-10 บัญชี เพื่อเป็นประตูปล่อยน้ำออกจากเขื่อน นำข้อมูลออกจากแฟนเพจไปเผยแพร่ยังหน้าไทม์ไลน์ของเรา มีบัญชีเฟซบุ๊กแล้วทำอะไรต่อ สิ่งที่ต้องดำเนินการคือ ทุกครั้งที่เราโพสต์บทความรูปภาพลงในหน้าแฟนเพจ ให้เราทำการ Tag เข้าหาบัญชีที่เราเตรียมไว้ 5-10 บัญชี อย่างนี้ถือว่าไม่ได้เป็นการไปรบกวนการ Tag รูปหาคนอื่น แต่เป็นบัญชีของเรา  เมื่อรูปที่โพสในเพจโดน Tag ข้อมูลรูปภาพ ข้อความต่างๆ ก็จะไปขึ้นที่หน้าไทม์ไลน์ของเรา เพื่อนๆก็จะเห็นด้วย เพื่อนชอบก็กด Like, Share และ Comment นั่นหมายถึงน้ำจากเขื่อนได้ผ่านประตูน้ำออกมายังที่นา ได้กิน ได้ใช้กัน โพสต์ที่ไหนออกมาจากเพจ ผ่านการ Tag ของเราก็จะได้รับการ Like, Share และ Comment เช่นกันเราทราบวิธีที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนแล้วนะครับ

 

** ขอบคุณบทความจากหนังสือ “คิดอย่างไรให้รวย” โดย KJ millionaire **

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น