เป็นกระบวนการที่เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับเซลล์เนื้อเยื่อเจริญ (Meristem cell) ที่อยู่บริเวณปลายรากของมันสำปะหลัง เมื่อมันได้รับสารบางตัวใน "แอคซอน" (AXZON) ซึ่งเป็นเสมือนฮอร์โมนที่จำเป็นที่ทำให้เซลล์ดังกล่าวก็จะขยายตัว (Cell Enlargement) เพื่อรองรับการสะสมแป้งและโปรตีน อีกทั้งเซลล์ก็ยังจะแบ่งตัว (Cell Division) ในแนวขวาง (Lateral Growth) และหยุดการแบ่งตัวในแนวยาว (Elongation Growth)เพื่อให้เกิดการขยายเซลล์รากให้บวมขึ้นเป็นหัว (Tuber) และเปลี่ยนหน้าที่เซลล์ (Cell Differentiate) เพื่อทำให้ Stolon หรือ Root เปลี่ยนมาทำหน้าที่สะสมอาหารแทน
การลงหัว (Tuberization) จะดีขึ้นและหัวมีขนาดใหญ่ขึ้น ยังขึ้นอยู่กับระดับน้ำตาลในต้นมันสำปะหลังด้วย ดังนั้นการสังเคราะห์แสง(Photosynthesis) ที่ดีและสมบูรณ์จะช่วยให้การลงหัวดีและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ดังนั้นการที่เราอาจจะเลียนแบบธรรมชาติโดยการไม่ต้องพึ่งพาการสังเคราะห์แสงแต่เพียงอย่างเดียว แต่มีการเลียนแบบ
ธรรมชาติโดยการให้น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวตัวเดียวกันกับที่พืชสังเคราะห์แสงได้ ป้อนให้กับมันสำปะหลังด้วยก็จะช่วยให้มีการลงหัวที่ดีขึ้นและสุดยอดขึ้น ดังนั้นการใช้ "ซูการ์-ไฮเวย์"(ZUKAR-Highway) ร่วม ด้วยจึงมีความจำเป็น นี่คือ..คำตอบ ในการพัฒนาผลผลิตมันสำปะหลังในยุคใหม่แห่งโลกอนาคตทางการเกษตร
ช่วงอายุประมาณ 60-90 วันจะเป็นช่วงอายุ(Growth Stage) ของมันสำปะหลังที่จะเปลี่ยนการเจริญเติบโตมาเป็นการ"ลงหัว"เพื่อสะสมอาหารที่หัว มันจะมีการสังเคราะห์ฮอร์โมนตัวหนึ่งขึ้นมาควบคุมกระบวนการลงหัว(TUBERIZATION) ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้มันสำปะหลังสังเคราะห์ขึ้นได้เองตามธรรมชาติซึ่งต้องอาศัยความสัมพันธ์ของปริมาณแสงและอุณหภูมิที่เหมาะสม แต่ถ้าความสัมพันธ์ของแสงและอุณหภูมิ ไม่สัมพันธ์กัน มากไปหรือน้อยไป มันก็ไม่เพียงพอต่อการสร้างฮอร์โมนตัวนี้ การลงหัวก็จะสะดุดและลงหัวได้ไม่ค่อยดี หรือไม่มีการลงหัว มัวแต่หลงทาง และงามแต่ต้นงามแต่ใบ ไม่มีหัวหรือมีหัวจำนวนน้อย ถ้าฮอร์โมนตัวนี้เพียงพอการลงหัวก็จะดี ทุกอย่างเป็นกระบวนการทางชีวเคมี(Biochemistry) ซึ่งเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ที่พิสูจน์ได้ ถึงกลไกต่างๆ ถ้าเราเลียนแบบธรรมชาติโดยการสร้างสารบางอย่างหรือฮอร์โมนบางอย่างที่มัน พร่องหรือมันขาดแคลนและนำสารหรือฮอร์โมนนั้นๆมาทดแทนในส่วนที่ขาดแคลนนี้ให้ แก่พืชได้ พืชย่อมดีใจและสามารถทำหน้าที่ในกระบวนการต่างๆต่อไปได้อย่างสมบูรณ์ (ในภาพ: มันอายุ 5 เดือน ทำหน้าที่"ลงหัว" เกือบหมดแล้ว ไม่ว่าจะรากเล็ก รากน้อย เปลี่ยนเป็นหัวเกือบหมด รอก็แต่ขยายหัวและ"ลงแป้ง"เท่านั้น)
ต่อไป..เมื่อปลูกมันสำปะหลัง คราใด ให้มั่นใจในกระบวนการ "Tuberization" ด้วย "แอคซอน" และ
"ซูการ์-ไฮเวย์" "หัวดก หัวใหญ่ น้ำหนักดี มีเปอร์เซนต์แป้งสูง” ให้มั่นใจ.. "ออร์กาเนลไลฟ์” เราดูแลทุกระบบการทำงานภายในของพืชอย่างรู้จริง
ผมก็เป็นบุคคลหนึ่งที่ทำการศึกษาค้นคว้าและดูงานวิจัยเกี่ยวกับมันสำปะหลัง และลงดูสภาพจริงในไร่ปลูกที่เกี่ยวข้องกับงานที่ศึกษาค้นคว้าอยู่ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง สิ่งที่ผมพบกลับกลายเป็นเรื่องที่ง่ายๆ จึงจับประเด็นและลงมือทดสอบกระบวนการทำงานต่างๆของมันสำปะหลัง ประกอบกับใช้ควบคู่กับปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญคือ "เรื่องดิน" และปัจจัยรองๆที่ตามมาคือเรื่องของ พันธุ์ เรื่องของปุ๋ย เรื่องของระบบน้ำ เป็นส่วนเสริม ที่ให้ความสำคัญมากคือ "ดิน"และ"กระบวนการทำงานภายในของพืช"อย่างมันสำปะหลัง วิธีการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังให้ได้มากกว่า 10-20 ตันต่อไร่ จึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว เพียงแค่กระบวนการแรก "กระบวนการสั่งราก"(Root Cell Revitalization) ถ้าทำได้ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้วครับ และมีทำวิธีการง่าย ๆ ให้สำเร็จได้ด้วย ด้วยการทำให้ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่เราปลูกลงไปในแปลงมีรากออกมามากที่สุด เพราะถ้ารากมากก็มีสิทธิ์กลายเป็นหัวได้มาก หัวมันสำปะหลังจะไม่ดกหรอกถ้ามันมีรากน้อย ผลผลิตต่อต้นมันก็จะไม่ได้ 15-20 กก.หรอกถ้าท่อนมันตอนแรกมันออกรากมาแค่ 5-6ราก ควรทำให้รากออกมากที่สุดตอนปลูกเป็นใช้ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้พันธุ์พันธ์เทวดา แค่ทำให้รากออกมาเยอะและสมบูรณ์เป็น"รากสะสมอาหาร" ก็เพียงพอที่จะชนะไปครึ่ง
ทางแล้วครับ
รากคือหัว หัวคือราก
นี่คือ คำตอบของการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังให้ได้มากกว่า 10 ตันต่อไร่
กว่า 10 ปีที่เราเหล่านักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ทางการเกษตร พยายามค้นหาคำตอบว่า ทำอย่างไรเราจึงจะเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังให้ได้ผลผลิตมากกว่า 10 ตันต่อไร่ เพราะที่ผ่านมาผลผลิตมันสำปะหลังของไทยจะอยู่ประมาณ 3-4 ตันต่อไร่ ปัจจัยอะไรที่มีผลต่อการลงหัวของมันสำปะหลัง
1. สายพันธุ์ หลายคนหลายหน่วยงานก็มุ่งเน้นไปที่สายพันธุ์ มีการพัฒนาสายพันธุ์ต่าง ๆ ออกมาอย่างมากมาย มีการโฆษณาทั้งที่เป็นความจริง และ เกินความจริง มีทั้งที่กรมวิชาการเกษตรรับรองพันธุ์และไม่รับรองพันธุ์ ไปชมแปลงสาธิตแล้วตัดสินใจซื้อมาปลูกกันมากมาย แต่ผลผลิตมักไม่เป็นเป็นไปตามที่เห็น ในแปลงทดลองหรือแปลงสาธิต ผิดหวังกันไปตาม ๆ กัน เลยมีคำถาม ตามมามากมาย ว่าทำไมเราไปยืนดูเขาที่แปลงสาธิตด้วยตาตัวเอง เขาได้ 18 ตันต่อไร่ แต่พอเรานำต้นพันธุ์มาปลูกเอง กลับได้แค่ 4-5 ตันต่อไร่เหมือนเดิม
2. ปุ๋ย มีการพัฒนาและปรับปรุงปุ๋ยสูตรต่าง ๆ เพื่อมาทำให้มันลงหัว มีสารระเบิดดินชนิดต่าง ๆ ตามมามากมาย ทั้งที่ขายถูก และ ที่ขายแพงกันมาก ๆ ก็มีแต่หลังจากที่เกษตรกรหลายรายนำไปใช้แล้วผลผลิตก็ออกมาใกล้เคียง 4-5 ตันเหมือนเดิมต่อไร่
3. ระบบน้ำ หลายกลุ่มหันมาทำน้ำหยด มีการโฆษณา ให้เกษตรกรหันมาทำมันสำปะหลังน้ำหยดกัน
น้ำก็มีส่วนช่วยให้มันสำปะหลังมีผลผลิตเพิ่มขึ้นจากที่เคยผลิตได้ 3-4 ตันต่อไร่ กลายเป็น 6-8 ตันต่อไร่ แต่ทั้งนี้ก็ต้อง อาศัยเลือกสายพันธุ์มันสำปะหลังที่ดี และพยายามเติมปุ๋ยชนิดต่าง ๆ ลงไปจำนวนมาก
ในส่วนตัวของผมยังยืนยันอยู่ตลอดเวลาว่า กระบวนการที่สำคัญมีอยู่ 3 กระบวนการ นั้นคือ
“1 พื้นฐาน 3 กระบวนการ” มีกระบวนการ “สั่งราก” (Root Cell Revitalization) กระบวนการ “สั่งลงหัว” (Tuberization) กระบวนการ “สั่งแป้ง” (Starch Biosynthesis)
ในธรรมชาติ
Photoperiod หรือระยะเวลาที่พืชได้รับแสงต่อวันและอุณหภูมิจะมีผลต่อการลงหัวของพืชตระกูลที่มีการลงหัว เมื่อช่วงเวลารับแสงเหมาะสม และอุณหภูมิที่ลดต่ำลงพืชจะสังเคราะห์ “Jasmonic acid” (JA) ที่ใบและหลังจากนั้นก็จะถูกเคลื่อนย้ายไปยังลำต้นที่ทอดเป็นแนวราบไปตามดิน (Stolon) หรือราก (Root) จนทำให้เกิดหัวเป็นแนวรัศมี (Radial Growth) เป็นจำนวนมาก
“การลงหัว” เกิดจากการเปลี่ยนแปลงระดับเซลล์ ที่เซลล์เนื้อเยื้อเจริญ (Subapical meristem cell) ที่อยู่บริเวณ
ปลายรากและปลายยอดของพืช หลังจากได้รับ Jasmonic acid (JA) ในปริมาณที่เหมาะสม ก็จะเกิดการ
เปลี่ยนแปลงที่โครงสร้างเซลล์ดังนี้
1. Cell Enlargement (การขยายตัวของเซลล์) เซลล์จะมีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับการสะสมแป้งและโปรตีน
2. Cell Division (การแบ่งตัวของเซลล์) เซลล์เริ่มแบ่งตัวในแนวขวาง (Lateral) และหยุดแบ่งตัวในแนวยาว (Elongation) ทำให้เกิดลักษณะบวมขึ้นเป็น “หัว”
3. Cell Differentiation (การเปลี่ยนสภาพและหน้าที่) ทำให้เกิดการเปลี่ยน Stolon หรือ Root ไปทำหน้าที่
ให้เหมาะสม สะสมอาหารและเซลล์ท่อลำเลียง (Vehicle tube Cell) ก็เปลี่ยนสภาพเพื่อทำให้การลำเลียงอาหารมาสะสมที่หัว อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกและง่ายขึ้น อาหารถูกสะสมได้มากขึ้นที่หัว การสังเคราะห์แสงเพื่อให้ได้ปริมา ณระดับน้ำตาลที่สูงจะช่วยให้การลงหัวดีและมีขนาดใหญ่ขึ้น
เมื่อได้รับ “AXZON” (Jasmonic acid , Glutamic acid and Organic acid compound) จะช่วยให้เซลล์บริเวณ Storage Root มีขนาดใหญ่และมีจำนวนมากขึ้นทำให้พร้อมสะสมแป้งและโปรตีนมากขึ้น อีกทั้งการเคลื่อนย้ายโปรตีนและแป้งทำให้ง่ายขึ้น หัวเลยใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น